Aro4u Community

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ “บ้านปลามังกร” หลังเล็กแต่อบอุ่น

by Nanconnection

Aro4u Articles

(แอบ) คุยเรื่องปลาตู้
Category

ข่าวสาร Update ล่าสุด by Nanconnection

อาหารปลามังกร และ การดูแลรักษา, ปลามังกรกินอะไรได้บ้างเอ่ย ?

(แอบ) คุยเรื่องปลาตู้ : เล่ม 1 และ เล่ม 2,
11/10/2008

อาหารของปลามังกรที่ผู้เลี้ยงนิยมให้มี 4 อย่างก็คือ กุ้งฝอย หนอนนก จิ้งหรีด และลูกปลาเล็ก แต่จริงๆ แล้วปลาชนิดนี้สามารถกินอาหารได้หลายอย่างโดยแบ่งออกหมวดหมู่ได้ 7 ชนิดดังต่อไปนี้..

1. แมลง มีหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น จิ้งหรีด หนอนนก แมลงสาบ ตั๊กแตน การให้อาหารประเภทแมลงมีข้อดีคือปลาชอบกิน ย่อยง่าย และแมลงส่วนใหญ่จะลอยน้ำทำให้ปลากินง่ายไม่ต้องว่ายหาหรือไล่ล่าในตู้ แต่ก็มีข้อเสียด้วยเช่นกันก็คือของเสียจากปลาจะมี “เปลือก” ออกมาด้วยเช่นเปลือกหนอน ปีกจิ้งหรีด และส่วนอื่นๆ ซึ่งเศษของเสียพวกนี้จะลอยน้ำแล้วเกาะตัวเป็นคราบ หากไม่มีการขัดถูตู้เป็นประจำปล่อยไว้นานเข้าเปลือกเหล่านี้จะฝังตัวแน่นเข้ากับตู้ทำให้ตู้สกปรกไม่น่ามอง ในท้องตลาดทั่วๆ ไปจะมีหนอนนกและจิ้งหรีดขายเป็นประจำโดยราคาของหนอนนกจะอยู่ที่ประมาณขีดละ 10-30 บาท ส่วนจิ้งหรีดก็จะขายเป็นถุงๆ ละ 30-50 บาท

 

 

 

 

 

2. สัตว์เล็ก เช่น ไรทะเล กุ้งฝอย และลูกกบ ในส่วนของ “กุ้งฝอย” หากฝึกให้ปลากินได้เป็นประจำก็จะเป็นผลดีทำให้ปลามีสีสันที่ดีขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปลามังกรแดง ส่วน “ลูกกบ” ปลาบางตัวก็ชอบ บางตัวก็ไม่ชอบนะครับ ส่วนใหญ่แล้วลูกกบมักจะเป็นเหยื่อที่ปลากินได้ไม่นาน กินไม่ประจำ แรกๆ อาจจะชอบแต่พอซักพักก็จะเริ่มเบื่อและกินน้อยลง ลูกกบเป็นเหยื่อปลาที่ค่อนข้างมีราคาสูงคือขายกันที่ตัวนึงประมาณ 2-5 บาท (ขึ้นอยู่กับขนาดและจำนวนการซื้อ) 

=> กรณีศึกษาเรื่อง "เมื่อปลากินกุ้งฝอย"

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=32

 

 

 

 

 

 

3. ลูกปลา นอกจากพวกแมลงและสัตว์เล็กแล้วก็ยังมีพวกปลาเล็กๆ อีกด้วย เช่น ปลาสอด ปลาหางนกยูง ปลากัด ปลานิล ปลาทอง การให้อาหารประเภทลูกปลามีข้อดีคือปลาโตเร็ว สีสันสวยงาม และกระตือรือร้นสม่ำเสมอเนื่องจากได้ไล่ล่าลูกปลาเป็นประจำ แต่การให้ปลาเหยื่อเป็นอาหารก็มีข้อเสียเช่นกันคือ ปลาบางตัวอาจมีโรคติดมาและเมื่อปลามังกรกินเข้าไปแล้วก็มีอาจผลให้ได้รับเชื้อนั้นด้วย อีกเรื่องคือ “ปรสิต” ที่ติดมาไม่ว่าจะเป็นเห็บ หรือ หนอนสมอ (หากหลีกเลี่ยงจากการใช้เหยื่อประเภทนี้ไม่ได้ผมแนะนำให้ล้างลูกปลาเหล่านี้ด้วย “น้ำผสมด่างทับทิม” จางๆ ซักรอบและล้างด้วยน้ำสะอาดก่อนใช้อีกครั้งเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคและกำจัดปรสิต การผสมด่างทับทิมเข้มข้นเกินไปมีผลทำให้ลูกปลาตายอย่าลืมระวังที่จุดนี้ด้วยนะครับ) 

 

 

 

4. สัตว์เลื่อยคลาน อย่างเช่น จิ้งจก ตุ๊กแก กิ้งกือ… จริงๆ แล้วสัตว์เลื้อยคลานพวกนี้ปลามังกรชอบกินมากแต่ติดตรงที่ว่าหายากมีไม่มากนัก ไม่มีขายตามท้องตลาดใครที่คิดจะให้ก็ต้องขยันจับกันหน่อย ผมเคยได้ยินว่าการให้เหยื่อพวกนี้แล้วสีปลาจะดีขึ้น แต่จากที่ทดลองแล้วผลปรากฏว่าไม่ได้มีผลเรื่องสีมากนัก จากที่ไม่แดงก็ไม่ได้แดงขึ้นเท่าไหร่ ส่วนตัวที่แดงอยู่แล้วก็คงเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง สำหรับ “กิ้งกือ” ผมไม่แนะนำให้ใช้เพราะมีการพิสูจน์แล้วว่ามีพิษ หากให้ปลากินเป็นประจำอาจมีผลร้ายในระยะยาวได้

5. เนื้อสัตว์ ที่นิยมให้ก็มีหลายชนิดเช่น เนื้อกุ้ง เนื้อปลา เนื้อหมู หรือเนื้อชนิดอื่นๆ เหยื่อปลาชนิดนี้ผมแนะนำให้ล้างให้สะอาดเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีไข่พยาธิหรือสิ่งสกปรกชนิดอื่นๆ หลงเหลืออยู่ แล้วในการให้จริงก็ควรตัดชิ้นเนื้อเป็นชิ้นเล็กๆ จะได้กินง่ายกลืนสบายๆ... จริงๆ แล้วเนื้อสัตว์พวกนี้ไม่ค่อยเหมาะกับระบบการย่อยปลามังกรนัก (ยกเว้นเนื้อกุ้งและเนื้อปลา) การให้กินเป็นประจำอาจมีผลทำให้ระบบขับถ่ายไม่ดี อันจะเป็นที่มาของโรค “ริดสีดวง” ได้ 

=> กรณีศึกษาเรื่อง "การฝึกปลาให้กินเนื้อกุ้ง"

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=2604

 

 

 

6. อาหารเม็ด ข้อดีของอาหารเม็ดก็คือมีสารอาหารที่จำเป็นและวิตามินครบถ้วนซึ่งช่วยในการช่วยเพิ่มสีสันและความสมบูรณ์ให้กับตัวปลา ในท้องตลาดบ้านเรามีหลายยี่ห้ออย่างเช่นของ Hikari, Tetra และ Azoo โดยที่อาหารเม็ดเหล่านี้ถูกทำมาเพื่อสำหรับปลามังกรโดยเฉพาะ มีการแต่งกลิ่นและรูปทรงให้ดูเหมือนเป็นกุ้งหรือลูกปลาตัวเล็กๆ ทำให้ปลาสนใจมากขึ้น แต่ปกติแล้วผู้เลี้ยงปลามังกรมักไม่ค่อยให้กินอาการเม็ดกันนั่นไม่ใช่เพราะแพงหรือหาซื้อยากอะไรนะครับ แต่เพราะปลาไม่ค่อยกิน กินน้อย หรือกินได้ไม่นานแค่ระยะหนึ่งก็เลิก 

แต่สำหรับผู้เลี้ยงมือใหม่ที่ไม่ต้องการทำบาปก็มักจะฝึกเลี้ยงเจ้ามังกรน้อยด้วยอาหารเม็ดเหล่านี้ ใหม่ๆ อาจจะฝึกได้ยากหน่อย แต่เมื่อปลาหิวมากๆ ก็จะค่อยๆ ยอมรับอาหารเม็ดเอง (จะฝึกปลาให้กินอาหารเม็ดต้องใจแข็งหน่อยเพราะช่วงแรกปลาอาจไม่ยอมรับเลย ไม่กิน ไม่แตะต้อง กินแล้วอมๆ เคี้ยวๆ แล้วก็บ้วนออก) ในช่วงการฝึกช่วงแรกๆ ให้ใช้วิธีผสมไปก่อนคือให้ทั้งเหยื่อปลาปกติและอาหารเม็ด เพื่อกันปลาหิวจัดและซึมหรือพาลไม่กินอะไรอีกเลย เมื่อปลาหรับตัวกับอาหารเม็ดได้แล้วจึงให้ค่อยให้อาหารเม็ดกินอย่างเดียว วิธีนี้สามารถใช้ในการฝึกให้ปลากินอาหารใหม่ชนิดอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน

 

 

 

7. เมนูพิเศษ ปัจจุบันในท้องตลาดมีสัตว์แปลกๆ มาขายเพื่อเป็นเหยื่อให้กับปลามังกรอย่างเช่น แมงป่อง ตะขาบ หนอนยักษ์และลูกตะพาบน้ำ ทั้ง 4 อย่างนี้ถือเป็นเมนูพิเศษที่ไม่ค่อยจะเหมาะนักกับปลามังกรแต่ว่ามันก็ชอบกินมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง 2 ชนิดแรกที่เชื่อกันว่าจะทำให้ปลามีสีสันดี สวยงาม เพราะมีสารเร่งสีตัวนั้นนี้ แต่จริงๆ ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ การเสนอขายเหยื่อแต่ละอย่างก็ราคาสูงมากอย่างเช่นตะขาบตัวนึงตกอยู่ที่ 50-80 บาท (ตัดเขี้ยวแล้ว) แมงป่องก็ 15-20 บาท หนอนยักษ์ (คล้ายๆ หนอนนกแต่มีขนาดใหญ่กว่าประมาณ 10-20 เท่า) ราคาตัวละ 4 บาท ส่วนลูกตะพาบก็ตัวละประมาณ 5 บาท... เมนูพิเศษที่ว่านี้เหมาะสำหรับปลาใหญ่ที่มีขนาดตั้งแต่ 1 ฟุตขึ้นไปนะครับ ในปลาเล็กไม่แนะให้ใช้ เหยื่อปลาชนิดนี้ผมถือเป็น “มื้อโอชา” ที่ให้นานๆ ทีดีกว่าครับ 

=> ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเมนูมื้อพิเศษ

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=299

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=380

 

 

 

 

ในการให้อาหารก็ไม่ควรให้มากเกินไป ให้อย่างพอเหมาะเพื่อป้องการ “โรคอ้วน” นอกจากนี้ยังช่วยไม่ให้น้ำเสียง่ายอีกด้วย และไม่ควรให้อาหารเผื่อทิ้งไว้ไม่ว่าอาหารเป็นอย่างกุ้งฝอยหรือลูกปลา และอาหารเม็ดลอยน้ำเพราะจะทำให้ปลาได้กินอิ่มอยู่เสมอ จุดนี้จะทำให้ปลาขาดความคึกคัก กระตือรื้อร้น เพราะไม่เคยรู้สึกหิว อิ่มตลอด มีให้กินเสมอ การให้อาหารในปลาเล็ก (ก่อน 1 ฟุต) ควรให้วันละ 2 มื้อ ส่วนปลาใหญ่ให้เพียงวันละ 1 มื้อก็พอ สำหรับลูกปลาขนาดเล็ก ๆ ที่เพิ่งซื้อมาใหม่ไม่ควรที่จะเลี้ยงด้วยกุ้ง หรือพวกเนื้อ เพราะจะทำให้ติดคอ ท้องอืด อาหารไม่ย่อยซึ่งอาจทำให้ตายได้ ในปลาวัยนี้ให้เป็นไรทะเลหรือหนอนนกตัวเล็กๆ จะดีกว่า แต่ถ้าอยากให้ปลากินกุ้งฝอยก็ควรที่แกะหัวแกะหางให้เรียบร้อยจึงค่อยให้เพื่อป้องการ “กรีกุ้ง” หรือส่วนแหลมคมส่วนอื่นๆ ไปทำอันตรายปลาได้ 

=> ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ "ปลาอ้วน"

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=1639

 

 

 

NOTE : ปัจจุบันผู้เลี้ยงปลามังกรค่อยๆ ลดความนิยมในการใช้ “แมลงสาบ” เป็นอาหารปลาเนื่องจากว่าใหญ่เกินไป คับปาก แข็ง กลืนกินยากซึ่งจะมีผลกับปากและกรามของปลาทำให้อาจเสียรูปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้กินแมลงสาบตั้งแต่เล็กๆ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความสกปรกจากเครื่องในของตัวแมลงสาบเวลาที่ปลากัดเคี้ยวแล้วมีเศษซากหลงเหลืออยู่ เรื่องกลิ่นสาบจากตัวแมลงเช่นกันหากเป็นตู้ที่ขาดดูแล ไม่มีการเปลี่ยนน้ำอย่างสม่ำเสมอก็จะมีกลิ่นเหม็นอับน่ารังเกียจ ส่วนเรื่องสุดท้ายคือเรื่องสารพิษจากยาฆ่าแมลงซึ่งก็ไม่อาจทราบได้ว่าเจ้าแมลงสาบตัวที่เราให้จับให้ปลากินมีที่มาจากไหน โดนยาฆ่ามารึเปล่า ? มีปลามังกรจำนวนไม่น้อยนะครับที่ต้องเสียไปจากเหยื่อปลาที่มียาฆ่าแมลง ส่วนเหยื่ออีกชนิดที่ถูกลดความนิยมลงไปก็คือ “ลูกปลาทอง” เนื่องจากว่าปลาชนิดนี้มีไขมันสูงซึ่งอาจะเป็นผลให้ปลาอ้วน เสียทรง ว่ายน้ำไม่สวยสง่างาม ที่สำคัญคือ “ตาตก” เร็ว 
 

เหยื่อปลากับการดูแลรักษา



สำหรับการดูแลรักษาเหยื่อปลา หลายท่านที่ไม่เคยเลี้ยงปลามังกรมาก่อนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ไม่ได้สำคัญอะไร ทำไมต้องไปใส่ใจด้วย ? แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนมาก ทั้งปัญหาจิ้งหรีดตายจำนวนมาก หนอนนกโดนมดขึ้น กุ้งฝอยกระหน่ำตายหลังจากซื้อมาแค่วันเดียว... นี่แหละครับที่เป็นปัญหา หลายคนก็วิธีทางแก้ที่แตกต่างกันไป แต่โดยมากแล้วมักจะจบลงที่การ “แช่แข็ง” หรือ Freeze เหยื่อปลาเหล่านั้น การแช่แข็งเป็นการถนอมอาหารที่ดีที่สุดอีกวิธีเพราะทำให้คงความสดของอาหารได้นานและเก็บได้ครบทุกตัว เหยื่อปลาส่วนใหญ่ที่มักจะใช้วิธีแช่แข็งก็คือ “กุ้งฝอย” และพวกเนื้อสัตว์ ส่วนอย่างอื่นเช่นหนอนนกและจิ้งหรีด หลังการแช่แข็งแล้วปลาจะไม่ค่อยชอบคือจะกินน้อยลงมาก ยังไงก็ตามโดยสันชาตญาณแล้วปลามังกรจะชอบของเป็นมากกว่าของตาย และเพราะแบบนั้นในการรักษาเหยื่อที่ยังเป็นให้มีชีวิตยาวนานขึ้นเราก็ต้องมีเทคนิคการดูแลกันหน่อย... เอาล่ะครับ ! เรามาเริ่มต้นที่

หนอนนก... หนอนนกเป็นเหยื่อตระกูลแมลงที่เมื่อโตขึ้นเต็มวัยแล้วจะเป็นแมลงปีกแข็งชนิดนึง (ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าเรียกว่าแมลงอะไร ? แต่ปลามังกรก็สามารถกินได้) อาหารชนิดนี้เป็น Basic สำหรับปลามังกร กินง่าย (โดยเฉพาะตัวอ่อนสีขาว) มีโปรตีนสูง 

ปัญหาของหนอนนกที่มักจะเจอก็คือโดน “มดขึ้น” หรือไม่ก็โดนเจ้าจิ้งจกแอบกิน... ปัญหามดขึ้นเป็นปัญหาที่รุนแรงมากเพราะต้องเสียหนอนนกไปทั้งหมดต่างกับกรณีที่จิ้งจกแอบกินเพราะแบบนั้นคือหายเป็นตัวๆ ไปเสียไปเพียงบางส่วนเท่านั้น แต่ถ้าเป็นมดขึ้นแล้วเรื่องใหญ่ เสียเหยื่อแล้วยังต้องเสียเวลาไปหาซื้อมาใหม่อีก วิธีแก้ไขสำหรับกรณีมดขึ้นก็คือเตรียมถาดไว้ 2 อันๆ แรกใช้ขนาดเล็กเพื่อสำหรับเก็บหนอนนก ส่วนอีกอันเป็นขนาดใหญ่เพื่อรองน้ำใส่กันมดขึ้น แล้วก็มีฝาปิดที่เป็นช่องๆ สามารถระบายอากาสได้มาปิดด้านบนซักอันเพื่อป้องกันเจ้าจิ้งจกขี้ขโมยมาแอบกิน ที่สำคัญคือต้องหมั่นคอยดูเติมน้ำไว้เสมอเพราะหากน้ำแห้งเมื่อไหร่ขบวนมดแดงที่จ้องรออยู่แล้วก็จะเคลื่อนทับทันที ต่อไปก็เป็นเรื่องของอาหารที่ใช้หล่อเลี้ยงพวกมันให้อยู่ได้นานๆ อาหารสำหรับหนอนนกที่นิยมใช้คือ “รำแห้ง” ซึ่งสามารถขอซื้อได้จากร้านที่ขายหนอนนกเลย นอกจากนี้เรายังสามารถให้อาหารไก่ อาหารปลาดุก หรือผักแห้งเช่น กะหล่ำปลี การเลี้ยงหนอนนกเป็นจำเป็นต้องมีตระแกรงร่อนซักอันเพื่อไว้ร่อนเปลือกหนอนเวลาที่ลอกคราบและร่อนขี้หนอนออกก่อนจะให้ปลากิน

NOTE : อาหารที่ให้หนอนนกควรเป็นอาหารแห้งเพราะถ้าเราให้อาหารเปียกเช่นแครอท แตงกวา ถั่วงอกดิบ หรือผลไม้อื่น ขี้หนอนจะเปียกจะส่งผลให้ภายในถาดชื้นและถ้าชื้นมากๆ ก็จะทำให้หนอนอับตาย

จิ้งหรีด... จิ้งหรีดก็เป็นเหยื่อตระกูลแมลงอีกชนิดที่เป็นที่นิยมอย่างมาก แล้วตอนนี้ก็เป็นสัตว์เศรษฐกิจไปแล้ว มีการเพาะขายกันเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ปลามังกรชอบกินจิ้งหรีดมาก บางตัวไม่เคยกินแล้วมาได้ลิ้มลองอาจจะติดใจจนไม่สนอาหารชนิดอื่นซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนที่จิ้งหรีดหายากๆ ผู้เลี้ยงคงปวดหัวไปตามๆ กัน แต่ปัจจุบันมีกันเต็มตลาดปัญหาที่ว่าจึงหมดไป

สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นกับจิ้งหรีดก็คือมักจะตายง่าย ตายทุกวันๆ ละนิดละหน่อย ส่วนสาเหตุการตายก็อ่อนแอตายบ้าง กัดกันตายบ้าง โดนมดกัดบ้าง แต่ส่วนใหญ่จิ้งหรีดมักจะตายในที่เลี้ยงที่คับแคบ (ในกรณีที่จำนวนหนาแน่น) ยังไงก็ตามการจะเก็บรักษาจิ้งหรีดให้อยู่นานๆ อันดับแรกต้องเตรียมเนื้อที่เพียงพอโดยเน้นความกว้างของภาชนะที่ใส่ให้มีส่วนสูงซัก 15” ฟุตและกว้างยาวประมาณ 1x1 ฟุต (ขนาดตัวอย่างสำหรับจิ้งหรีด 100 ตัว) มีตะแกรงปิดกันจิ้งหรีดกระโดดหนีที่สำคัญคือมีถาดรองน้ำซักอันกันมดขึ้น ส่วนอาหารจิ้งหรีดก็แบบเดียวกับกับหนอนนกครับคือ รำแห้ง อาหารปลา อาหารไก่ แต่ต่างกันตรงที่สามารถให้อาหารชื้อกับจิ้งหรีดได้ซึ่งก็คือผักและผลไม้เช่น แตงกวา ผักกาดหอม ชมพู่ มะม่วง ให้จิ้งหรีดกินอาหารวันเว้นวันก็พอและที่สำคัญควรมีน้ำด้วยนะครับ แต่ถ้าให้ผักและผลไม้กินเป็นประจำแล้วก็ไม่ต้องครับ สุดท้ายก็หมั่นทำความสะอาดภาชนะที่เลี้ยงด้วยและหมั่นคัดตัวตายออกเป็นประจำเพื่อเจ้าจิ้งหรีดจะได้มีสุขภาพที่สมบูรณ์พร้อมเป็นอาหารสุดอร่อยข
องปลาที่รักของเรา

 

 

 

 

 

กุ้งฝอย... เหยื่อปลาชนิดนี้เลี้ยงยากที่สุด การเลี้ยงกุ้งฝอยให้อยู่ได้นานๆ จริงๆ ทำได้ยากมากเพราะส่วนใหญ่จะตายหมดก่อนและจะตายภายในระยะเวลาอันรวดเร็วเพียงแค่ข้ามคืนเดียวอาจตายเกินครึ่ง แต่หลังจากที่ได้ทดลองเองและสอบถามจากผู้เลี้ยงท่านอื่นรวมถึงร้านขายปลาที่รู้จักหลายๆ ร้านต่างก็ได้ข้อมูลคล้ายคลึงกันนั่นก็คือ ในการเลี้ยงกุ้งฝอยให้อยู่ได้นานจำเป็นต้องมีภาชนะที่กว้างโดยไม่เน้นสูง ใส่หัวทรายเพื่อให้ออกซิเจนมากๆ (ควรใส่หลายๆ อันเพื่อให้อากาศกระจายทั่วภาชนะ) และเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกวัน อาหารสำหรับกุ้งฝอยก็เป็นอาหารปลาธรรมดา ซากปลา รวมถึง “หนอนนก” กุ้งฝอยก็กินได้ ยังไงก็ตามถ้าบ้านหรือสถานที่เลี้ยงอยู่ไกล้ร้านขายกุ้งฝอยก็อย่าลำบากเลี้ยงเองเลย ซื้อเขาดีกว่าแล้วก็ใช้ให้หมดเป็นวันๆ ไป

NOTE : ผู้เลี้ยงสามารถฝึกให้ปลากินกุ้งตายได้ไม่ว่าจะเป็นกุ้งฝอยสดที่มีขายตามท้องตลาดหรือกุ้งฝอยแช่แข็งที่เราจัดเตรียมไว้แล้ว ในช่วงแรกๆ ปลาอาจไม่ยอมรับแต่ไม่นานก็จะกินครับเพราะเท่าที่ลองฝึกปลาหลายๆ ตัวส่วนใหญ่จะกิน หรืออย่างน้อยที่สุดก็เรียกได้ว่าฝึกให้กินกุ้งฝอยฝึกง่ายกว่าให้กินอาหารเม็ดมาก (สำหรับการใช้วิธีแช่แข็ง ก่อนการแช่หากมีเวลาก็อย่าลืมล้างฆ่าเชื้อด้วยน้ำผสมด่างทับทิมเจือจางเพื่อฆ่าเชื้อโรคและปรสิตที่ติดมาด้วย) 

ปลาเหยื่อ... ปลาเหยื่อที่นิยมให้กันมากที่สุดก็คือปลานิล แต่นอกจากนี้ก็มีปลาอื่นๆ อีกเช่น ลูกปลาช่อน ปลาสอด ปลาหางนกยูง ลูกปลากัด ปลาเหยื่อเหล่านี้ดูแลไม่ยากแค่หาอ่างซักใบให้มีความสูงมากหน่อยเพื่อป้องกันกระโดดและให้อ๊อกซิเจนกับอาหารอย่างเพียงพอก็พอแล้วครับ ข้อดีจากปลาเหยื่อก็คือปลามังกรจะได้รับสารอาหารเต็มที่ทั้งโปรตีนและแคลเซี่ยม ทำให้ปลาโตเร็ว เกล็ดและเครื่องครีบแข็งแรง ส่วนปัญหาที่เจอก็มีอยู่ 2 อย่างคือ “โรค” และ “ปรสิต” ที่มากับตัวปลาเช่นเห็บและหนอนสมอ โรคตัวเปื่อย ปากเปื่อย หางเปื่อย ตัวสำลี โรคจุดขาว ถ้าเจอแบบนี้ก็ตักทิ้งไปเลยปล่อยไว้จะเป็นอันตรายกับปลาของเราเปล่าๆ ผมไม่แนะนำให้ใช้ปลาเหยื่อในปลาที่ยังเล็กเกินไปจะทำให้ปลากินยาก ฝืนกินลงไปอาจติดคอตายหรือไม่ก็ถ้ากินได้จะต้องใช้แรงปากค่อนข้างมากนานๆ เข้าอาจทำให้ปากปลาเสียรูปไม่สวยได้

แมงป่อง & ตะขาบ... เมนูพิเศษ 2 อย่างนี้เพิ่งได้รับความนิยมเมื่อไม่นานมานี้เองครับโดยเชื่อว่าจะช่วยเร่งสีสันให้กับปลาได้ แล้วก็อย่างที่ได้กล่าวไปด้านบนแล้วนะครับว่าอาหารชนิดนี้เหมาะสำหรับปลาที่มีขนาด 12” ขึ้นไป เล็กกว่านี้ยังไม่สมควรให้กินถึงแม้จะสับเป็นชิ้นเล็กๆ ก็ตามเพราะเป็นเหยื่อจำพวกมีเปลือกแข็งและมีเนื้อเหนียวโดยเฉพาะ “แมงป่อง” อาจทำให้ติดคอหรือค้างท้องไม่ย่อยแล้วท้องอืดตายได้ โดยปกติแล้วอาหารทั้ง 2 ชนิดนี้ส่วนใหญ่ผู้เลี้ยงจะไม่ได้ให้เป็นประจำเนื่องจากหาซื้อยากและมีราคาแพง ยังไงก็ตามหากหากมีกำลังทรัพย์เพียงพอและเลือกที่จะซื้อตุนไว้ก็ต้องมีการเลี้ยงดูมันล่ะนะ ทั้งตะขาบและแมงป่องโดยปกติจะเลี้ยงง่ายแค่เพียงทิ้งจิ้งหรีดหรือหนอนนกไว้มันก็อยู่ได้แล้ว ส่วนการให้น้ำก็ทำได้โดยเอาจิ้งหรีดไปชุบน้ำหรือไม่ก็พรมน้ำใส่ตัวมัน สำหรับแมงป่องก่อนให้ปลากินต้องตัด “ปลายหาง” ออกก่อน ตะขาบก็เช่นกันต้องตัด “เขี้ยว” ออกก่อนเพราะทั้งคู่เป็นต่อมพิษที่จะทำอันตรายให้กับปลาของเราได้ (โดยปกติเขี้ยวของตะขาบจะถูกตัดมาแล้วตั้งแต่ตอนที่ซื้อมา) 

NOTE : แมงป่องเมื่อหล่นลงน้ำแล้วจะจมแต่ว่าไม่ตายทันที มันสามารถกลั้นหายใจเดินไปเดินมาในน้ำได้ราวๆ 5-10 นาที ถ้าตอนที่เราหย่อนมันลงไปแล้วปลาไม่กินช่วงเวลานั้นก็เอามันขึ้นมาเก็บเลี้ยงไว้อย่างเดิมได้

กบ กบเป็นเหยื่อปลาที่ค่อนข้างตายง่ายมากแต่ถ้าเทียบกับความยุ่งยากในระหว่างเหยื่อทั้งหมด “กบ” นี่จัดได้ว่าเลี้ยงได้ง่ายเลยทีเดียว อาหารปลา อาหารเม็ดก็กินได้ หนอนนกก็กินได้ น้ำก็ใช้ไม่ต้องมากเพียงแต่ต้องเปลี่ยนถ่ายทุกวัน แต่กบเหยื่อทั่วไปไม่ใช่กบน้ำเพราะฉะนั้นไม่ต้องเติมน้ำมาจนท่วมเพราะกบจะจมน้ำตาย ออกซิเจนก็ไม่ต้องใช้พวกมันสามารถหายใจเองได้ มีขอนไม้หรือแท่นลอยซักอันให้มันเกาะจะสามารถช่วยลดความเครียดและการทำร้ายกันเองได้ (เพื่อป้องการการทำร้ายกันเองก็ควรเลือกกบที่มีขนาดเดียวกันที่สำคัญคือไม่ควรเลี้ยงให้แออัด)

กบที่ซื้อมาส่วนใหญ่มักจะดูสกปรกเราจึงไม่สามารถแน่ใจได้ว่ามีโรคติดมาด้วยรึเปล่าเพราะฉะนั้น หลังจากที่ซื้อมาแล้วนำไปแช่น้ำผสมด่างทับทิมซัก 5 นาที เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่ติดมาทั้งหมด ภาชนะที่เก็บควรกว้างพอที่จะอยู่กันได้อย่างไม่อึดอัดและสูงพอที่พวกมันจะกระโดดพ้น (ไม่น้อยกว่า 1 ฟุตครับ) การซื้อกบไม่ควรซื้อขนาดเล็กมากนะครับเพราะจะตายง่าย ควรจะซัก 1 นิ้วขึ้นไปและถ้าหากมีตัวตายก็ต้องรีบเอาออกเพราะน้ำจะเน่าเสียเร็ว ขนาดปลาที่เหมาะสมในการให้กินกบเป็นอาหารควรมีขนาด 8 นิ้วขึ้นไปนะครับ smile.gif

ย้อนกลับ

แชร์บทความ