Aro4u Community

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ “บ้านปลามังกร” หลังเล็กแต่อบอุ่น

by Nanconnection

Aro4u Articles

(แอบ) คุยเรื่องปลาตู้
Category

ข่าวสาร Update ล่าสุด by Nanconnection

ถึงทีลงมือเจี๋ยนจริง..., วิธีการทำศัลยกรรมประเภทต่างๆ อย่างละเอียดชัดเจนครับ

(แอบ) คุยเรื่องปลาตู้ : เล่ม 1 และ เล่ม 2,
11/10/2008

เอาล่ะครับหลังจากที่ได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้นไปแล้วเกี่ยวกับงานศัลยกรรมไม่ว่าจะเป็นการเตรียมอุปกรณ์ 4 ขั้นตอนสำคัญซึ่งทุกขั้นตอนก็มีความเสี่ยงทั้งหมด รวมถึงคำเตือนต่างๆ ที่บอกไว้ก่อนการตัดสินใจทำการศัลยกรรม คราวนี้ก็มาถึงเวลาที่จะต้องลงมือจริงๆ ซักที การทำศัลยกรรมโดยทั่วไปทำได้เกือบทุกตำแหน่งของตัวปลาไม่ว่าจะเป็นครีบเครื่อง หนวด เกล็ด เหงือก รวมถึงการใช้น้ำผสมด่างทับทิมในการล้างอวัยส่วนต่างๆ เพื่อกำจัดเชื้อโรคหรือปรสิตด้วย ในส่วนนี้ผมจะเขียนถึงเทคนิคในการทำศัลยกรรมอย่างละเอียดเพื่อเป็นข้อมูลให้กับผู้ที่อ่านสนใจนะครับซึ่งขอเริ่มด้นด้วยการศัลยกรรม “เหงือกปลา”

NOTE : สิ่งหนี่งที่อยากฝากไว้ในขณะทำศัลยกรรมก็คือ ปลามังกรทุกตัวไม่ค่อยชอบความแห้ง ฉะนั้นหากเป็นไปได้ควรทำการศัลยกรรมในน้ำเพื่อให้ปลาสงบที่สุด เพราะหากหากเอาขึ้นมาเหนือน้ำแม้ปลาจะสลบหมดแรงแต่ก็รู้สึกได้ถึงความอึดอัดซึ่งแสดงออกโดยการดิ้นไปมาเบาๆ ซึ่งเรียกง่ายๆ ว่า “ปลาเครียด” ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยสูงสุดหากหลีกเลี่ยงการทำศัลยกรรมบนบกหรือเหนือน้ำได้จะดีมาก หรือถ้าหากว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ขอแนะนำให้หมั่นรดน้ำให้ทั่วตัวปลาเสมอในระหว่างการทำศัลยกรรม

เหงือก ตามที่ผมได้มีกล่าวไปแล้วว่าการทำศัลยกรรมตัดแต่งเหงือกนั้น ตำหนิหรืออาการเหล่านั้นต้องเรียกได้ว่ารุนแรงหรือไม่สามารถเยียวยารักษาได้ อย่างเช่น อาการเหงือกพับ เหงือกบุ๋ม เหงือกอ้า และเหงือกหุบ (4 โรคเหงือกสำคัญ) การตัดแต่งเหงือกถือเป็นงานยากที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูงโดยในขั้นตอนของการตัดแต่ง ต้องจับประคองหัวปลาให้แน่นแต่ไม่รุนแรงเกินไป (พอให้อยู่มือ) จากนั้นก็เริ่มเล็มเหงือกอ่อนออกโดยเว้นระยะห่างจากเหงือกหลัก 1 มม. เพื่อไม่ให้ตัดกินเข้าไปในเหงือกรอง วิธีนี้จะทำให้เหงือกปลาขึ้นใหม่ได้เร็วขึ้นแต่ถ้าหากว่าตัดเข้าไปถึงเหงือกรอง เหงือกจะขึ้นช้าลง ที่สำคัญหากพลาดตัดเข้าไปถึงปลายแก้มซึ่งเป็นส่วนของเหงือกหลักแล้วเหงือกอาจจะไม่ขึ้นอีกเลย การตัดเหงือกก็ควรค่อยๆ เล็มไล่ให้เสร็จในครั้งเดียว ไม่ใช้วิธีเล็มย้อนกลับไปกลับมาเพราะจะทำให้เหงือกปลาบอบช้ำได้ เมื่อตัดเหงือกเสร็จอาจมีเลือดไหลออกมาให้เห็นก็อย่าเพิ่งตกใจไปนะครับ ให้ล้างเหงือกด้วยน้ำสะอาดและเก็บเศษเหงือกที่ยังเหลืออยู่ออกให้เรียบร้อย เสร็จแล้วทายาเหลืองเพื่อสมานแผลก่อนนำปลาไปสู่ขั้นตอนทำให้ฟื้นในตู้

NOTE : เหงือกปลามังกรมี 3 ชั้นคือ เหงือกหลัก หมายถึงเหงือกแข็งที่เป็นส่วนของแก้ม เหงือกรอง ซึ่งเป็นตัวเชื่อมระหว่างเหงือกหลักกับเหงือกอ่อนโดยมีความกว้างประมาณ 1-2 มม. ขึ้นอยู่กับขนาดของตัวปลา และสุดท้ายคือ เหงือกอ่อน ซึ่งเป็นริ้วเหงือกบางๆ โดยเมื่อปลาได้ขนาดซัก 5 นิ้วขึ้นไปจะเริ่มมีละอองสีขึ้น การทำศัลยกรรมเหงือกปลาหากอาการรุนแรงมากจนเหงือกหลักถึงขั้นพับขึ้น อ้าออกจนเห็นเนื้อเหงือกด้านใน หรือบุ๋มหายไปเป็นช่องโหว่ โอกาสที่จะทำการศัลยกรรมแล้วหายเหมือนเดิมมีน้อยมาก... ทำได้แค่เพียงให้ดูดีขึ้น ฉะนั้นเมื่อสังเกตได้ตั้งแต่ตอนแรกแล้วคิดจะตัดสินใจทำก็ให้รีบลงมือเพื่อที่ว่าโอกาสที่จะเหงือกจะกลับมาสวยเหมือนเดิมเป็นไปได้มากที่สุด และเพราะการศัลกรรมเหงือกปลาเป็นการทำบริเวณใบหน้าซึ่งถือเป็นอวัยวะสำคัญ ฉะนั้นจึงต้องระวังเป็นพิเศษในเรื่องของตัดพลาดแล้วปลายกรรไกรไปโดนส่วนสำคัญเข้าโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ดวงตา”

=> กรณีศึกษาเกี่ยวกับการศัลยกรรมเหงือกปลามังกร (ทั้งขนาดใหญ่ และ ขนาดเล็ก)

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=14

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=2278

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=2973

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=3011

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=3032

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ครีบเครื่อง ครีบเครื่องที่ผมว่าก็หมายถึง ครีบอก ครีบก้น ครีบหลัง ครีบท้องและใบหาง การทำศัลยกรรมครีบเครื่องอันดับแรกต้องแน่ใจก่อนว่าเป็นการ “หัก” หรือ “เดาะ” แล้วต่อกันไม่เข้าที่ ไม่ใช่ “ครีบแตก” แยกออกจากกัน เพราะหากเป็นอาการอย่างหลัง ส่วนครีบจะฟื้นตัวเองแล้วกลับมาติดกันเหมือนเดิมในเวลาเพียง 1-2 วันฉะนั้นจึงไม่ต้องการการทำศัลยกรรม ครีบหักหรือครีบเดาะโดยมากมักเกิดจากอุบัติเหตุโดยสาเหตุยอดนิยมคือการกระโดดของปลาไม่ว่าจะเป็นการโฉบกินเหยื่อ อาการตกใจว่ายพุ่งกระโจน ฯลฯ 

ความแตกต่างระหว่าง “ครีบเดาะ” และ “ครีบหัก” คือ ถ้าเป็นครีบเดาะ ก้านครีบจะเพียงแค่เอนล้มเท่านั้นแต่ไม่หักโย้ไปเย้มา ส่วน “ครีบหัก” คือสามารถเห็นรอยหักได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปลาว่ายน้ำ ครีบที่หักจะโย้ไปเย้มาไม่เข้ารูปเข้ารอย สำหรับปลาที่ “ครีบเดาะ” ก็ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับเพราะใช้เวลาเพียงไม่นานนัก อาจจะซัก 7-10 วันครีบก็กลับมาต่อกันเหมือนเดิม ส่วน “ครีบหัก” นี่สิครับน่าหนักใจกว่าและยิ่งถ้าหากรุนแรงจะมี “การอักเสบ” เข้ามาด้วยโดยแสดงอาการให้เห็นใน 1-2 วันหลังจากเริ่มหัก การอักเสบที่ว่าสามารถสังเกตได้โดยรอยและบริเวณที่หักจะมีการบวมช้ำ แดง และอาจมีจ้ำเลือดให้เห็น นานเข้าครีบในส่วนที่หักจะค่อยๆ หลุดขาดไปแล้วครีบใหม่จะค่อยๆ ขึ้นมาแทนซึ่งโดยมากมักจะไม่สวย หรือบางทีครีบ “ขาดคา” ซึ่งไม่หลุดไปทิ้งไว้ค้างเติ่งแบบนั้น จุดนี้มีข้อเสียคือ “ครีบเก่า” ก็ไม่ยอมหลุด “ครีบใหม่” ก็จะขึ้นเลยกลายเป็นว่าสวนทางดูไม่เป็นรูปร่าง... เฉพาะ “ครีบหัก” เท่านั้นที่จำเป็นต้องวางยาจับปลาขึ้นมาทำการตัดแต่ง 

การตัดแต่งครีบปลาต้องพึงจำไว้ว่าตัดออกเฉพาะในส่วนที่จำเป็นเท่านั้น ไม่จำเป็นที่ต้องตัดหมดเต็มครีบ ฉะนั้นก่อนการทำศัลยกรรมจึงจำเป็นต้องสังเกตก่อนว่าจะ “ตัด” ถึงช่วงไหน อย่างเช่นว่าครีบปลาหักเฉพาะต้นครีบก้น เราก็แบ่งก้านครีบออกมาให้ชัดเจนแล้วกรีดก้านครีบให้แตกออกจากกันก่อนเพื่อเป็นการแบ่งว่าจะตัดถึงเท่านี้ จากนั้นจึงค่อยเริ่มลงมือตัด การตัดครีบปลาต้องตัดให้ถึงโดนครีบที่หักเพราะหากตัดไม่ถึง ครีบที่งอกมาใหม่ก็จะเบี้ยวเหมือนเดิม แต่ไม่ใช่ว่าตัดลึกจนถึงเนื้อนะครับ ครีบอาจไม่ขึ้น การตัดครีบมีเทคนิคแนะนำนิดนึงตรงที่หากตัดไล่จากต้นครีบเข้าไป ครีบจะหุบเข้าตามสรีระของตัวปลาเองซึ่งทำให้ตัดยาก ฉะนั้นวิธีที่ง่ายขึ้นและเรียกว่าการตัดอย่างถูกต้องคือการ “ตัดย้อนศร” โดยตัดจากปลายครีบออกมา และเช่นเดียวกันครับควรตัดให้เสร็จในทีเดียวไม่เล็มย้อนไปย้อนมา เพราะอาจทำให้แผลบอบช้ำแล้วทำให้ครีบไม่ขึ้นหรือขึ้นไม่สวยได้ 

NOTE : ครีบปลาทุกครีบมีวิธีการตัดที่เหมือนกันคือต้องแบ่งส่วนที่ตัดก่อนโดยการกรีดครีบให้ออกจากกันก่อนทำงานตัดแต่งจริง แล้วจึงค่อยใช้วิธีตัดย้อนจากรอยแยกที่แบ่งไว้ออกมา ส่วนการตัดแต่งใบหางให้เข้ารูปก็ควรหมั่นเช็ครูปทรงในน้ำด้วยเพราะหางปลาที่อยู่บนบกจะลีบบีบตัวเข้ามาทำให้มองเห็นไม่ค่อยชัด แต่ถ้าหากปล่อยลงน้ำแผ่นหางจะกางออก วิธีนี้จะช่วยให้สามารถมองเห็นรูปทรงของหางอย่างชัดเจนได้

การตัดแต่ง “ครีบอก” จะยากที่สุดและต้องเตรียมใจไว้มากที่สุดด้วย เนื่องจากว่าเป็นส่วนของกระดูกแข็ง โดยส่วนตัวผมเคยทำงานตัดครีบมาเช่นกันแล้วก็มีข้อแนะนำให้ก็คือ การตัดครีบอกไม่ว่าจะเป็นปลาเล็กหรือปลาใหญ่จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้กรรไกรที่มีขนาดใหญ่และคมกริบเพราะว่าครีบอกมีความแข็งแรงมาก ตัดยาก การตัดก็ต้องตัดแบบคมเดียวจบไม่มีการแต่งซ้ำซ้อน และครีบที่ตัดต้องเสมอกันเพราะหากไม่เนียนเนี๊ยบครีบที่ขึ้นใหม่ก็จะไม่สวย ต่อไม่สนิท มีรอยบิดเบี้ยวให้เห็น สำหรับผมแล้วการตัดแต่งครีบอกควรเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ต้องทำ เพราะหากตำหนิที่เกิดขึ้นสามารถยอมรับได้ก็ควรปล่อยไว้ แต่หากว่ารับไม่ได้จริงๆ เช่น ปลายครีบหัก ครีบซ้อน ครีบปิดเบี้ยวรุนแรง จึงค่อยตัดสินใจทำการศัลยกรรม

=> กรณีศึกษาเกี่ยวกับการศัลยกรรมครีบในปลาเล็ก

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=3701

=> กรณีศึกษาเกี่ยวกับการศัลยกรรม "เหงือก" และ "ใบหาง"

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=4255

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=4264

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=4272

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เกล็ด การทำการถอดเกล็ดปลาเรียกได้ว่าเป็นการศัลยกรรมที่ง่ายและมีความเสี่ยงน้อยที่สุด การถอดเกล็ดปลาทำได้ในปลาที่มีอาการ

1. แผลอักเสบบริเวณใต้เกล็ด หมายถึงอาการช้ำในบริเวณใต้แผ่นเกล็ดโดยจะสังเกตเห็นได้จากมีรอยจ้ำเลือดสีแดงอยู่ภายใต้เกล็ด 

2. เกล็ดกร่อน แนะนำให้ทำหลังจากที่มีการรักษาเบื้องต้นแล้วอย่างเช่นในกรณีที่ใช้หลอด UV เพื่อยับยั้งไม่ให้เกล็ดกร่อนมากขึ้น ส่วนเกล็ดเก่าที่ยังกร่อนอยู่ก็วางยาแล้วจับมาทำศัลยกรรมถอดเกล็ดเพื่อให้เกล็ดขึ้นใหม่ได้

3. เกล็ดซ้อน คือเกล็ดปลาที่ขึ้นซ้อนกันทำให้แผ่นเกล็ดเบียดกัน (เนื้อเกล็ดกินกัน) ดูไม่สวยงาม 

4. เกล็ดผิดรูป คือแผ่นเกล็ดที่ขึ้นมาไม่เหมือนเกล็ดอื่น อาจจะเบี้ยว คด เล็ก หรือใหญ่เกินไป

5. เกล็ดหลุดคา คือเกล็ดที่จะหลุดแล้วไม่ยอมหลุด คาไว้แบบนั้น เห็นแล้วก็รู้สึกไม่สบายตาเวลามอง

การถอดเกล็ดปลาหลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องง่ายใครๆ ก็ทำได้ เพียงแค่จับปลาขึ้นมาแล้วใช้แหนบหรือกรรไกรตัดเล็บดึงเกล็ดออกก็จบ เรื่องนี้เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนักแต่ก็ไม่ใช่ผิดหมดซะทีเดียว การดึงถอนถอดเกล็ดปลาออกมันง่ายจริง แต่จะทำยังไงให้ปลาบาดเจ็บน้อยที่สุดล่ะครับ ? ผมอยากให้เพื่อนผู้อ่านทราบไว้ซักนิดว่าเกล็ดของปลาแต่ละแผ่นมีเยื่อเหนียวๆ ที่เป็นตัวยึดระหว่างแผ่นเกล็ดกับเนื้อปลา ฉะนั้นการที่เราใช้วิธีดึงเกล็ดปลาออกแบบ “เข้าหาตัว” จึงเป็นการฝืนธรรมชาติมาก ปลาจะรู้สึกเจ็บแม้ยามสลบตัวก็อาจกระตุกแสดงออกถึงความเจ็บปวดให้เห็น วิธีที่ถูกต้องในการดึงเกล็ดก็คือใช้ปลายแหลมของกรรไกร “งัดเกล็ดขึ้น” ด้านบน วิธีนี้จะทำให้ถอดเกล็ดปลาได้ง่ายขึ้นและปลดภัยกับตัวปลาด้วย หลังจากที่ทำการถอดเกล็ดเรียบร้อยแล้วก็อย่าลืมใส่ยาเหลืองเพื่อสมานแผล... การถอดเกล็ดปลาก็อาจมีเลือดออกบ้างเช่นกันนะครับ 

 

 

 

 

 

 

 

หนวด การทำการศัลยกรรมหนวดปลาเรียกได้ว่าง่ายที่สุด (ยิ่งกว่าการถอดเกล็ดซะอีก) แต่ทว่ามีความเสี่ยงต่อการไม่งอกขึ้นมากที่สุดด้วยเช่นกัน ตำหนิปลาในกรณีที่ต้องการทำการแต่งหนวดก็คือ

1. หนวดสั้นยาวไม่เท่ากัน ซึ่งอาจะเป็นตำหนิตั้งแต่เกิด หรืออาจะเป็นอุบัติเหตุทำให้หนวดขาด ปลายหนวดหัก หรือสาเหตุใดก็ตามแต่ที่ทำให้ไม่เท่ากัน การตัดแต่งหนวดในกรณีนี้ทำได้โดยขลิบที่ปลายหนวดออกโดยขลิบออกไม่ต้องมากซักประมาณ 1 มม. ก็พอเพื่อให้ปลายหนวดเปิดและสามารถสร้างตัวให้งอกขึ้นมาใหม่ได้

2. หนวดหงิกงอ เช่นกัน อาจเกิดจากอุบัติเหตุซึ่งเป็นผลทำให้หนวดหัก คด ย่นยับ ข้างขึ้นชี้ขึ้นข้างนึงชี้ลง หรือข้างนึงเบ้ซ้ายข้างนึงเบ้ขวาไม่เสมอกัน การตัดแต่งหนวดในกรณีนี้ก็ให้สังเกตดูว่าหนวดที่หงิกงอเป็นบริเวณใด ที่กลางหนวด โคน หรือด้านปลาย ถ้าเป็นปลายๆ ก็ใช้วิธีเดียวกับด้านบน แต่ถ้าหงิกงอที่ “โคน” ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่มีโอกาสที่หนวดไม่งอกสูงมาก แต่ขอให้ทราบไว้ว่าการตัดหนวดถึงโคนเป็นวิธีที่ผิดเพราะถือเป็นการปิดโอกาสให้หนวดขึ้นเอง การตัดอย่างมากที่สุดคือให้เหลือโคนไว้ 1-2 มม. เพื่อให้หนวดสามารถงอกใหม่ได้ 

3. เนื้องอกที่โคนหนวด โดยมีสาเหตุมาจากปลาที่ติดนิสัยเล่นหน้าตู้เป็นประจำเมื่อถูไถบ่อยครั้งเข้าจึงเกิดเป็นปุ่มปมก้อนเนื้อที่ดูแล้วไม่สวยงาม หรืออาจมีผลทำให้ทรงหนวดเปลี่ยนไปเป็นเบี้ยว ไม่คู่ขนาน หนวดไขว้ การตัดแต่งเนื้องอกที่โคนหนวดทำได้โดยไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับหนวดปลา คือให้ขลิบออกเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้องอกเท่านั้น มองตำแหน่งให้ดีนะครับเพราะเนื้องอกส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณโคนหนวด หากตัดพลาดโดนเข้าหนวดขาดไปนี่ยุ่งเลย

 

 

 

 

 

การใช้ด่างทับทิมกำจัดปรสิตหรือฆ่าเชื้อโรค นอกจากการศัลยกรรมเพื่อตกแต่งหรือแก้ไขตำหนิปลาแล้วก็ยังมีการวางยาเพื่อกำจัดเชื้อโรคอีกด้วย ซึ่งวิธีนี้ส่วนใหญ่ใช้กับปลาทีมีปัญหาในเรื่องติดเชื้อจากเชื้อโรค เชื้อรา หรือแบคทีเรียร้ายอื่นๆ ที่เข้ามากัดกินเครื่องครีบของปลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณ “หาง” หรืออีกชนิดก็คือ “โรคหนวดปลาหมึก” ที่เป็นเรื้อรังรักษาไม่ยอมหาย การกำจัดต้นตอเชื้อโรคร้ายต่างๆ นี้ทำได้โดยการใช้น้ำผสมด่างทับทิมในการรักษา แต่อย่างที่ทราบนะครับ “ด่างทับทิม” เป็นยาวิเศษที่ต้องใช้เป็นเพราะหากใช้อย่างไม่ถูกวิธีถือเป็นยาอันตราย สามารถกัดเนื้อเยื่อ ทำลายส่วนสำคัญของตัวปลาได้ 

วิธีการใช้ด่างทับทิมที่ถูกต้องคือผสมด่างทับทิมกับน้ำสะอาดไว้ในกะลังมังใบเล็กที่เตรียมไว้ ผสมกันให้มีสีน้ำเป็นสีม่วงพอเข้ม (อย่าเข้มจัดมากนะครับเพราะอาจกัดมือของเราเองได้) แต่ก็อย่าให้จืดเกินไปเพราะจะไม่มีประสิทธิภาพ จากนั้นให้ประคองปลาให้อยู่มือแล้วนำส่วนที่ต้องการฆ่าเชื้อทำความสะอาดไปจุ่มล้างกับน้ำผสมด่างทับทิมไว้ในกะละมัง... ไม่ว่าจะเป็นการล้างหนวด การล้างครีบ การล้างใบหาง ต้องทำอย่างระมัดระวังและเบามือโดยใช้มือถือไปมาอย่างแผ่วเบาให้ทั่วบริเวณ พยายามอย่าให้น้ำด่างทับทิมโดนเกล็ดปลามากเกินไป หรือโดนบริเวณหน้า ปาก เหงือก เพราะจะเป็นอันตรายร้ายแรง เวลาที่เหมาะสมในการล้างก็คือประมาณ 1-2 นาที จากนั้นค่อยนำตัวปลาไปล้างน้ำสะอาดเพื่อชำระเอาน้ำด่างทับทิมออกไปให้หมดสิ้น เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อย

NOTE : อวัยวะส่วนที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคด้วยด่างทับทิมในช่วงแรกจะมีการบอบช้ำเล็กน้อย อย่างเช่นสีซีดจางไป เมือกที่ปกคลุมหายไปทำให้มีฟองอากาสเกาะเต็มไปหมด ปลาดูซึมๆ แต่ก็ไม่ต้องตกใจไปเพราะเพียงเวลาไม่นานเขาก็กลับมาฟื้นตัวได้ อย่างไรก็ตามการใช้ด่างทับทิมที่เข้มข้นเกินไปไม่ได้เป็นผลดีในการรักษาเพราะว่าอาจจะกัดจนปลาหางขาด หรือหนวดขาดไปเลย (ซึ่งจะแสดงผลหลังทำเสร็จเรียบร้อย 1-2 วัน) จึงอยากให้ระมัดระวังในเรื่องการใช้ด้วย smile.gif

=> กรณีศึกษา (เพิ่มเติม) เรื่องการศัลยกรรม "ปลาตาตก"

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=85

 

 

 

 

ย้อนกลับ

แชร์บทความ