Aro4u Community

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ “บ้านปลามังกร” หลังเล็กแต่อบอุ่น

by Nanconnection

Aro4u Articles

(แอบ) คุยเรื่องปลาตู้
Category

ข่าวสาร Update ล่าสุด by Nanconnection

คุยกันเรื่องของ "โรคปลามังกร" ตอนที่ 1, 4 โรคเหงือก (อ้า, หุบ, พับ, บุ๋ม) เกล็ด, ครีบกร่อน + หัวทิ่ม + หลังลอย

(แอบ) คุยเรื่องปลาตู้ : เล่ม 1 และ เล่ม 2,
06/10/2008

เคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ปลามังกรน่ะ เลี้ยงให้รอดเลี้ยงง่ายแต่เลี้ยงให้สวยเลี้ยงยาก” กันบ้างมั้ยครับ ? โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อนะ การที่ได้เราได้ปลาสวยๆ มาเลี้ยงแล้วจะประคับประคองดูแลให้มันมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ตลอดไปตั้งแต่ปลาเล็กจนเป็นปลาใหญ่นี่ทำได้ยากมาก น้อยคนนักที่จะเลี้ยงปลาแล้วไม่เคยเจอกับ “ตำหนิ” หรือ “โรคภัยไข้เจ็บ” ต่างๆ สำหรับส่วนนี้ผมจะขอพูดถึงเรื่องโรคกันก่อน โรคที่เกิดกับปลามังกรมีหลายโรคมากแต่สำหรับผู้ที่เลี้ยงปลามังกรตัวเดียวและมีเวลาดูแลอย่างเต็มที่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรค... หลายๆ คนอาจจะไม่เคยเจอ แต่ยังไงก็ตามผมก็อยากให้ผู้อ่านทราบไว้ว่าปลามังกรมี “โรคร้ายๆ” กับเขาเหมือนกัน มาดูกันสิครับว่าโรคของปลามังกรมีอะไรกันบ้าง ?

โรคเหงือก โรคเหงือกถือเป็นโรคที่ร้ายแรงมากสามารถสร้างรอยตำหนิที่เด่นชัดให้กับตัวปลา สาเหตุของโรคเหงือกมีที่มาไม่แน่นอนแต่ส่วนจะมากจากคุณภาพน้ำที่ไม่ดี ค่า pH สูงหรือต่ำเกินไป ตู้ปลาขาดการดูแล ของเสียเยอะ ไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ ออกซิเจนภายในตู้ไม่พอ และอุณหภูมิน้ำสูงหรือต่ำเกินไป นอกจากนี้ถ้าเกิดขึ้นแล้วยังรักษาให้หายยากอีกด้วย ถ้าเป็นระยะแรกๆ ก็พอแก้ไขได้ แต่หากเป็นหนักๆ บางกรณีอาจต้องถึงกับทำศัลยกรรมหรือยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่สามารถรักษาได้เป็นรอยตำหนิตลอดไป ความผิดปกติที่เกิดกับเหงือกปลามี 4 แบบคือ เหงือกอ้า (หรือเหงือกพอง) เหงือกหุบ เหงือกพับ และเหงือกบุ๋ม เรียงตามลำดับความรุนแรง… เพื่อความชัดเจนผมขอแยกอธิบายสาเหตุและอาการของโรคเหงือกในแต่ละแบบดังนี้

เหงือกอ้า หรือ เหงือกพอง จะมีลักษณะคือทุกครั้งที่เวลาหายใจจะเหมือนกึ่งหอบ หายใจไม่สะดวกและเหงือกจะพองออกรวมถึงที่ปากอาจมีการฮุบลมด้วย อาการของเหงือกอ้าจะอ้าอย่างเดียวและจะเห็นเนื้อเหงือกสีแดงข้างใน อาการนี้ปลามีโอกาสติดเชื้อโรคได้ง่ายที่สุดแต่ในทางเดียวกันก็มีโอกาสหายเร็วและเป็นตำหนิน้อยที่สุดด้วยเช่นกัน 

 

 

เหงือกหุบ อาการของเหงือกหุบจะมีลักษณะอย่างเห็นได้ชัดคือทุกครั้งที่ปลาหายใจเข้าเหงือกอ่อนจะหุบเข้าข้างใน สาเหตุส่วนใหญ่ที่พบเกิดจากอากาศภายในตู้ไม่เพียงพอ (จะแสดงออกโดยว่ายลอยคอและหน้าเชิด) และอุณหภูมิสูงเกินไป (เกิน 33 องศาเซลเซียส) ความผิดปกติชนิดนี้ถ้าปล่อยไว้นานเข้าเหงือกที่หุบเข้าไปจะช้ำเน่าซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อรุนแรงได้ เหงือกหุบในระยะเริ่มต้นหากสังเกตทันสามารถรักษาให้หายเองได้ โดยการเพิ่มออกซิเจนภายในตู้และเติมเกลือในปริมาณที่พอเหมาะทุกครั้งที่เปลี่ยนน้ำ ติดพัดลมเป่าผิวน้ำเล็กๆ ซักตัวเพื่อลดอุณหภูมิให้ในตู้เย็นขึ้น แต่ถ้าหากว่าเป็นมากแล้วต้องทำการศัลยกรรมตัดแต่งเท่านั้นจึงจะมีโอกาสหาย

 

 

เหงือกพับ อาการเหงือกพับก็เห็นได้อย่างชัดเจนเช่นกันคือ เหงือกอ่อนจะพับออกสวนทางกับบริเวณใบหน้า สาเหตุสำคัญส่วนใหญ่เกิดจากน้ำในตู้สกปรกขาดการดูแลเอาใจใส่จึงทำให้มีค่าของเสียสูง ซึ่งเป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียและเชื้อโรคร้ายซึ่งสุดท้ายทำให้ปลาติดเชื้อได้ นอกจากสาเหตุหลักดังกล่าวแล้วการที่ออกซิเจนภายในตู้มีไม่เพียงพอก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ปลาเป็นโรคนี้ได้ หากปลามีอาการเหงือกพับแล้ววิธีเดียวที่สามารถรักษาได้คือศัลยกรรมตัดแต่งเท่านั้น วิธีอื่นถือเป็นเพียงการป้องกันไม่สามารถรักษาให้หายได้

 

 

เหงือกบุ๋ม มีอาการคือที่เหงือกหลักจะมีรอยบุ๋มเข้าไปแต่ไม่มีผลกับเหงือกอ่อน จะมีก็เพียงแต่ละอองสีที่เหงือกอ่อนในช่วงที่ต่อกับฐานเหงือกและเหงือกหลังจะหายไปกลายเป็นสีใสซึ่งเป็นภาพที่มองแล้วไม่ค่อยน่าประทับใจ สาเหตุที่มาของอาการนี้ผมไม่ทราบอย่างแน่ชัดครับแต่จากประสบการณ์ปลาที่เป็นโรคนี้มีน้อยมากและส่วนใหญ่แล้วจะเป็นปลาใหญ่ที่มีขนาด 1 ฟุตขึ้นไป หากเป็นในระยะแรกเริ่มยังพอรักษาได้แต่ในกรณีที่เป็นหนักแล้ว... งานศัลยกรรมเป็นทางเลือกเพียงอย่างเดียวที่ต้องเลือกทำ

NOTE : อาการของโรคเหงือกแม้ไม่ได้สร้างความอันตรายรุนแรงให้กับตัวปลา ทั้งที่เห็นเป็นหนักๆ แบบนั้นแต่ปลาก็ยังว่ายและกินเป็นปกติทำให้ผู้เลี้ยงไม่ค่อยกังวลใจปล่อยปะละเลย แต่เมื่อปล่อยไว้นานเข้าก็เกิดตำหนิและเมื่อถึงวันนั้นก็ช้าเกิดกว่าจะรักษาเยียวยาได้ ในกรณีของ “เหงือกอ้า” และ “เหงือกหุบ” ในระยะเริ่มต้นสามารถแก้ไขและป้องกันได้โดยการเปลี่ยนน้ำทำความสะอาดตู้ให้ถี่ขึ้น โดยเติมเกลือสำหรับปลาทุกครั้งเพื่อฆ่าเชื้อและปรับความสมดุลภายในตู้ หมั่นคอยดูแลและรักษาสภาพน้ำให้สะอาดอยู่เสมอ ที่สำคัญคือควรเพิ่มหัวทรายให้อากาศเพื่อให้ปริมาณออกซิเจนมากขึ้น 

 

 

 

ในกรณีที่เป็นมากก็คงต้องทำการตัดแต่ง การศัลยกรรมเหงือกปลาของ 2 อาการแรก หลังการศัลยกรรมแล้วมีโอกาสหายสูง แต่ถ้าเป็น “เหงือกพับ” และ “เหงือกบุ๋ม” โอกาสที่จะกลับมาสวยเหมือนเก่ามีน้อยมากครับ ปัญหาเรื่องเหงือกเป็นปัญหาที่สำคัญและแก้ไขยาก ฉะนั้นรู้จักวิธีป้องกันด้วยการใส่ใจดูแลรักษาสภาพน้ำให้ดีอยู่เสมอจะช่วยให้ไม่ต้องไปปวดหัวกับคำว่าสายเกินแก้ครับ...

ผมขอเสริมเรื่องอาการ “หอบ” ของปลามังกรในส่วนนี้หน่อยนะครับ ลักษณะของปลาหอบก็คือการว่ายน้ำแล้วฮุบอากาศอยู่เรื่อยๆ การหอบแบ่งเป็น 2 แบบคือ “หอบแล้วยังว่าย” กับ “หอบแล้วนิ่ง” การหอบแบบแรกจะไม่อันตรายแต่อีกแบบจะอันตรายมากซึ่งมีโอกาสตายได้ สาเหตุโดยทั่วๆ ไปของการหอบก็คือออกซิเจนในน้ำไม่พอหรือไม่ก็น้ำสกปรกและมีเศษตะกอนแขวนลอยมากเกินและท้ายสุดคือการให้อาหารมากเกินไป เมื่อสังเกตว่าปลาเริ่มหอบอันดับแรกต้องเช็คคุณภาพน้ำก่อนนะครับว่าสกปรกหรือไม่ ถ้าสกปรกต้องรีบเปลี่ยนทันทีจากนั้นก็ให้ออกซิเจนเพิ่มขึ้นเพื่อช่วยให้หายใจดีขึ้น แล้วหมั่นสังเกตคอยดูอาการ 

ช่วงระยะเวลารักษาไม่ควรให้อาหารเพราะการที่ปลาหอบอาจจะมาจากอาหารไม่ย่อยฉะนั้นจึงควรงดอาหารไปซักช่วงหนึ่ง ผลของการปลาหอบจะทำให้หนวดและเหงือกมีปัญหาโดยเฉพาะเรื่องเหงือกบานและหนวดหงิกงอหรือผิดรูปไป เพราะฉะนั้นใส่ใจหน่อยนะครับเรื่องน้ำและอาหาร ปัญหาพวกนี้จะได้ไม่เกิดแล้วปลาของเราจะได้มีหนวดและเหงือกที่สวยงามไงล่ะครับ smile.gif

 

 

 

 

โรคเกล็ดกร่อน มีสาเหตุมาจากในน้ำมีเชื้อโรคและเชื้อดังกล่าวจะค่อยๆ ไปกัดกินเกล็ดทำให้เกล็ดปลาดูเหมือนบิ่น แตก หัก หรือเสียรูปไป โรคนี้แม้ไม่ได้ทำอันตรายกับตัวปลาโดยตรงแต่ถ้าหากปล่อยไว้นานเข้าเกล็ดก็จะถูกกัดกร่อนลงไปเรื่อยๆ สุดท้ายปลาก็จะไม่เหลือความสง่างาม โดยส่วนใหญ่เกล็ดกร่อนจะเกิดขึ้นเฉพาะจุดเท่านั้นและกินบริเวณไม่มาก อาจจะเฉพาะ Literal Line (เกล็ดกลางลำตัว) หรือปลายๆ โคนหาง ไม่ได้เกิดขึ้นเต็มตัวทุกเกล็ดไป ที่สำคัญโรคนี้สามารถเกิดได้ทั้งในปลาเล็กและปลาใหญ่ 

วิธีการรักษาค่อนข้างยากมาก โรคนี้ไม่เหมาะสมที่จะใช้สารเคมีหรือยาปฏิชีวนะใดๆ วิธีที่ดีที่สุดอยู่คือใช้หลอด Ultra Violet (UV) ซึ่งใช้สำหรับฆ่าเชื้อโรคในการรักษา เมื่อต่อกับ Power Head ใช้งานแล้วจะทำหน้าที่ในการฆ่าเชื้อโรคในน้ำ ในการรักษาช่วงแรกให้เปิดตลอด 24 ชม. ประมาณ 2-3 วัน แล้วจึงลดลงเหลือวันละ 8-12 ชม. จนครบสัปดาห์แล้วหยุดใช้ จากนั้นให้เปิดฆ่าเชื้อโรคเพื่อป้องกันการเกิดขึ้นอีกเดือนละ 2 ครั้ง (สัปดาห์เว้นสัปดาห์) ครั้งละประมาณ 8-12 ชม.

การใช้หลอด UV แม้เป็นวิธีที่ดีที่สุดแต่ก็มีราคาค่อนข้างสูง ที่สำคัญมันช่วยเพียงแค่ยับยั้งไม่ให้เกล็ดกล่อนมากขึ้นเท่านั้นแต่ไม่สามารถที่จะทำให้เกล็ดขึ้นกลับมาเหมือนเดิมได้ วิธีเดียวที่ทำให้เกล็ดกลับมาเหมือนเดิมคือต้องวางยาแล้วจับปลาขึ้นมาถอดเกล็ดออกแล้วปล่อยให้เกล็ดขึ้นใหม่ ทางที่ดีที่สุดคือใช้วิธีป้องกันโดยการดูแลรักษาคุณภาพน้ำให้ดี หมั่นค่อยเปลี่ยนน้ำทำความสะอาดขัดถูอยู่เสมอ

NOTE : หลอด UV มีหลายขนาดให้เลือกใช้ ตั้งแต่ 15 วัตต์ ไปจน 30 วัตต์ หรืออาจจะมากกว่านั้น ศึกษาวิธีการใช้ที่ข้างกล่องก่อนการใช้จริงๆ ที่สำคัญคือควรเลือกใช้หลอดให้เหมาะกับปริมาตรน้ำภายในตู้ การใช้หลอด UV จะมีผลทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 1-2 องศาเซลเซียสครับ (ทำให้น้ำร้อนขึ้นนิดหน่อย) 

 

 

 

=> กรณีศึกษาเกี่ยวกับโรคเกล็ดกร่อน

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=1068&hl=

http://www.aro4u.com/forums/index.php?show...3&hl=เกล็ดกร่อน

http://www.aro4u.com/forums/index.php?show...9&hl=เกล็ดกร่อน

=> กรณีเกล็ดกร่อนในตู้เลี้ยง "น้ำตัน"

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=6870

"เล็บเกล็ดกร่อน" เล็บเกล็ดกร่อนต่างจาก "เกล็ดกร่อน" ตรงที่ เป็นการกร่อนตัวของ "ปลายเกล็ด" โดยวงเกล็ดหลักไม่เสียรูปไป (ไม่เหมือนกับเกล็ดกร่อน ที่วงเกล็ดเสียรูปจนกินลึกถึงเนื้อเกล็ด) และ เล็บเกล็ดกร่อนนี้ไม่มีผลต่อสีสัน ฟอร์มของปลา และไม่มีผลต่อการกินด้วย อีกทั้งปลาก็ยังสุขภาพดี เพียงแต่เป็นสิ่งที่ทำให้ความสวยงามของตัวปลามีน้อยลงเท่านั้นครับ (ส่วนใหญ่เกิดกับปลาที่ลักษณะแคระแกร็น หรือ ปลาที่มีอายุมากตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปครับ)

 

 

สำหรับ ครีบกร่อนในปลามังกร ก็มีสาเหตุและที่มาในลักษณะเดียวกับเกล็ดกร่อน ดังนั้นเพื่อไม่ให้ความสวยงามของตัวปลาต้องลดทอนลงไป หรือเป็นชนวนให้เกิดความเสียหายต่อเนื่องลุกลาม ก็ควรจะดูแลปลาของท่านให้มีสุขภาพที่ดีเสมอ น้ำเลี้ยง สภาพแวดล้อม การสังเกตุ และการใส่ใจ ต้องมีอย่างสม่ำเสมอนะครับ จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์ให้เหนื่อย และหนักใจเมื่อปลามีอาการผิดปกติ smile.gif 

 

 

 

ว่ายน้ำหัวทิ่ม (Head Down หรือ Swim Bladder Syndrome)

ปลาว่ายน้ำหัวทิ่มเกิดจากการเสียศูนย์ถ่วงของน้ำหนักตัวปลา แม้จะไม่มีอันตรายกับตัวปลา (ยังคงกินได้ และเติบโตเป็นปกติ) แต่ก็มีผลต่อความสวยงาม และสง่างามของตัวปลาโดยตรง โดยอาการนี้มีสาเหตุหลักมาจากปัญหาของ "ถุงลม" ในตัวปลา (มีลมน้อยเกินไป - ว่ายน้ำหัวทิ่ม มีลมมากเกินไป - หลังลอยน้ำ) ที่อากาศภายในถุงลมไม่สมดุลย์ รวมถึงการฝัง Microchip ในตัวปลาผิดตำแหน่งทำให้ทับเส้นประสาทส่วนสำคัญบางส่วน เป็นผลทำให้ว่ายน้ำผิดปกติไป อาการผิดปกตินี้ต้องยอมรับว่าแก้ไขได้ยากมาก => หากลดน้ำเลี้ยง (ท่วมตัวปลา 3 นิ้ว) ช่วงเวลาหนึ่งประมาณซัก 3 เดือนแล้ว ไม่ดีขึ้น จะต้องส่งถึงมือของสัตวแพทย์สายสัตว์น้ำให้เป็นผู้ตรวจสอบหาสาเหตุ และรักษาเยียวยาให้

เคยมีกรณีศึกษาบทหนึ่งกล่าวถึงเรื่องการรักษาปลาที่มีอาการ “หัวทิ่ม” ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะชื่อ Doxycycline ควบคู่ไปกับ Metronidazole (ซึ่งหาซื้อได้ที่ร้านขายยาทั่วไป) โดยดัดแปลงจากการใช้กับปลาหมอสีมาใช้กับปลามังกร และได้ผลดีทำให้ปลาฟื้นตัวกลับมาว่ายน้ำเป็นปกติได้ ยาตัวนี้เป็นยาในกลุ่มเดียวกับ “เต๊ตตร้าไซคลิน” แต่เป็นอนุพันธุ์ที่สังเคราะห์เพิ่มขึ้นมาเพื่อประสิทธิภาพในการรักษาที่ดีขึ้น โดยการรักษาจะมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

• ไม่ลดน้ำในตู้ปลาในระหว่างให้ยา (เพราะปลาจะมีความเครียดมากขึ้น ทำให้การสร้างภูมิต้านทานโรคในตัวปลาช้าลง)

• ใช้ยาปฏิชีวนะ Doxycycline HCL และ Metronidazole ขนาด 100 มก. ต่อน้ำ 100 ลิตร (ยาตัวแรกใช้ในการรักษาอาการติดเชื้อภายใน ส่วนตัวที่สองใช้ในการปรับสมดุลย์เคมีในตัวปลา ตัวยาทั้ง 2 มีผลกระทบน้อยมาก จึงปลอดภัยไม่อันตราย)

• เปลี่ยนถ่ายน้ำ 20% ทุกวัน แล้วเติมปริมาณยาเท่าเดิมทุกเช้าเย็น อาการปลาจะดีขึ้นใน 4 สัปดาห์ (กรณีที่กินน้อยก็จะกินมากขึ้น ฮุบลมน้อยลง) และจะค่อยๆ ว่ายเป็นปกติในระยะเวลา 3 เดือน 

*** ระหว่างการรักษา ค่าน้ำอาจกระด้างบ้าง โดยเห็นได้จากผิวน้ำเป็นฟองเล็กน้อยไม่ใส่นิ๊ง อันเป็นผลมาจากตัวยา Doxycycline การเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกวันจะมีส่วนช่วยให้คุณภาพน้ำดีขึ้นได้ ที่สำคัญคือการให้อาหารในระหว่างการรักษาควรให้หมดพอดี ไม่ให้เหลือเผื่อไว้เพราะจะเป็นแหล่งเพาะเชื้อได้

=> กรณีศึกษา "เมื่อปลาว่ายน้ำหัวทิ่ม"

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=5726

 

 

 

 

หลังลอยน้ำ (Balloon Effect)

ลักษณะของอาการก็คือ "หลังปลา" จะลอยน้ำอยู่ตลอดทำให้ว่ายจมไม่ลง อาการนี้ถือว่าอันตรายกว่า Head Down Syndrome มาก เพราะมีโอกาสที่ปลาอ่อนแอ ติดเชื้อแทรกซ้อน แล้วก็จากไปในที่สุด และตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าสาเหตุของความผิดปกตินี้ก็มาจาก "ถุงลม" ภายในตัวปลาเช่นกัน ซึ่งเกิดความเสียสมดุลย์จากการกินอาหารที่ผิดปกติ การที่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย รวมถึงการติดเชื้อไวรัส และแบคทีเรียชนิดอื่นๆ อีกด้วย 

ปลาที่มีอาการหลังลอยน้ำต้องดูแลให้ดีเป็นพิเศษเนื่องจากหากหลังแห้ง จะทำให้หลังลอก เป็นขุย และติดเชื้อราต่อเนื่องได้ ดังนั้นในช่วงที่หลังลอยน้ำอยู่นั้น ควรที่จะติด Spray Bar (ท่อกระจายน้ำ) ด้านบนตู้เพื่อพ่นน้ำเลี้ยงไว้ให้หลังชุ่มชื้นอยู่เสมอ จากนั้นให้ติดต่อสัตว์แพทย์สายสัตว์น้ำเพื่อขอคำปรึกษา และส่งรักษาในลำดับต่อไป (อาการนี้อาจจะต้องให้คุณหมอวางยาสลบเพื่อฉีดยา หรือถ่ายลมออกจากช่องท้องเพื่อปรับสมดุลย์ของตัวปลา) เหนื่อยใจหน่อยนะครับสำหรับอาการนี้ เพราะจะต้องรักษาทั้งภายใน (ถุงลม) และ ภายนอก (คอยดูให้หลังและส่วนที่พ้นน้ำอื่นๆ ชุ่มชื้นเสมอ) เพื่อนสมาชิกท่านใดที่ปลามีอาการแบบนี้ แนะนำให้ปรึกษาสัตวแพทย์สายสัตว์น้ำตั้งแต่เนิ่นๆ นะครับ เพราะอาการนี้ถือว่าเกินความสามารถของผู้เลี้ยงอย่างเรา อย่าเสี่ยงรักษาเองดีกว่า ให้ผู้เชี่ยวชาญดูแล => โอกาสที่ปลาหายจะได้มีมากขึ้น smile.gif 

ศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ รพ. สัตว์จุฬา

ชั้น 2 อาคาร 60 ปี หมายเลยติดต่อ 02-2518887, 02-2189510, 02-2189514

 

 



 

ย้อนกลับ

แชร์บทความ