Aro4u Community

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ “บ้านปลามังกร” หลังเล็กแต่อบอุ่น

by Nanconnection

Aro4u Articles

(แอบ) คุยเรื่องปลาตู้
Category

ข่าวสาร Update ล่าสุด by Nanconnection

คุยกันเรื่องของ "โรคปลามังกร" ตอนที่ 2, ตาตก + ตาโปน + ตาขุ่นฝ้า + เกล็ดพอง + บวมน้ำ และ แผลอักเสบ

(แอบ) คุยเรื่องปลาตู้ : เล่ม 1 และ เล่ม 2,
06/10/2008

ตาตก เกิดจากมีไขมันในเบ้าตาเป็นจำนวนมากจึงทำให้ดันลูกตาลงมาซึ่งดูแล้วไม่น่าพิศมัยนัก และแม้จะเป็นแค่จุดเล็กๆ แต่ก็เป็นจุดที่ทำลายความสง่างามของปลาสวยๆ มาไม่น้อยแล้ว ส่วนใหญ่แล้วอาการตาตกจะเป็นในปลาใหญ่และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายพันธุ์ทองมาเลย์ (แต่ปลาเล็กก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้) สาเหตุหลักๆ ที่พอสันนิษฐานได้ของโรคนี้มี…

1. การให้อาหารประเภทไขมันมากเกินไป เช่นพวกลูกปลาทอง สัตว์ประเภทหอย เนื้อกุ้ง หรือเนื้อชิ้น 

2. เลี้ยงในตู้เปลือย… เมื่อไม่มีหินหรือกรวดอยู่ที่พื้นตู้จะทำให้เกิดการเงาสะท้อนตัวมันเอง มองลงไปบ่อยๆ นานเข้าตาก็เลยตกนั่นเอง 

3. การให้เหยื่อประเภท “กุ้งฝอย” เป็นประจำแบบไม่เป็นเวลา (เรียกว่า “ทิ้งกุ้ง”) ซึ่งกุ้งฝอยส่วนใหญ่จะหลบอยู่พื้นตู้ไม่กล้าว่ายขึ้นมาเหนือน้ำเพราะอาจถูกกินได้ทุกเวลา สาเหตุนี้เกิดตรงที่เวลาปลามองหากุ้งก็จะมองที่บริเวณพื้นตู้สอดส่ายไปมาทั่วตู้ นานเข้าก็ทำให้เกิดอาการตาตกได้ 

4. ส่วนสาเหตุสุดท้ายก็คือจากกรรมพันธุ์ ปลามังกรที่ตาตกจากกรรมพันธุ์มักจะมีอาการตั้งแต่เล็กคือ 6 นิ้วก็เห็นอาการแล้วโดยเฉพาะในสายพันธุ์ทองมาเลย์แล้วจะยิ่งตกมากขึ้นเมื่อปลาโตขึ้น ดังนั้นก่อนการเลือกซื้อมาเลี้ยงก็อย่าลืมสังเกตที่จุดนี้ด้วย

ยังไงก็ตาม “ตาตก” ถือเป็นตำหนิที่ยอมรับได้ในหมู่คนที่เลี้ยงปลามังกรและผมก็แนะนำว่าก่อนการเลี้ยงจริงอยากให้ทำใจเรื่องนี้ด้วยนะครับ ตาของปลามังกรอาจจะตกได้ทั้ง 2 ข้างหรือข้างใดข้างหนึ่ง สำหรับวิธีการรักษาให้หายขาดเท่าที่ทราบก็ยังไม่มี แต่ครั้งนึงผมเคยเห็นภาพที่ฟาร์มเมืองนอกเขาทำกันนั่นก็คือการวางยาแล้วจับปลาขึ้นมาผ่าตัดเอาไขมันออกจากลูกตา ดูแล้วมีความเสี่ยงสูงมากเกรงว่าจะเป็นอันตรายรุนแรงกับตัวปลาแล้วผลก็ไม่ได้เห็นด้วยว่าหลังจากทำแล้วตาหายตกหรือไม่ ผมว่าวิธีนี้อันตรายเกินกว่าที่จะทำกันเอง เอาเป็นว่าเรามาศึกษาเกี่ยวกับวิธีป้องกันและลดโอกาสในการตาตกดีกว่าครับ

=> ข้อมูลและภาพประกอบการศัลยกรรมตาปลามังกรจากเมืองนอกนะครับ 

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=85

เพื่อป้องกันอาการ “ตาตก” ผมมีข้อแนะนำว่าให้ใช้อาหารปลาประเภทลอยน้ำเช่นอาหารเม็ด จิ้งหรีด และหนอนนก ซึ่งการให้อาหารด้วยวิธีนี้จะทำให้ปลารอและคอยมองอาหารจากด้านบนจึงช่วยลดโอกาสเป็นโรคนี้ แล้วก็พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันเยอะอย่างลูกปลาทอง เนื้อกุ้ง หรือเนื้อสัตว์อื่นๆ… ตำแหน่งการตั้งตู้ก็เช่นกัน ในกรณีที่ตั้งตู้ซ้อนกัน 2 ชั้นส่วนใหญ่ปลาตู้ล่างจะมีอาการนี้ เนื่องจากมองลงแต่ด้านล่างอย่างเดียวนานเข้าจึงมีอาการดังกล่าว ฉะนั้นหากเป็นไปได้ก็พยายามตั้งตู้ให้อยู่ในระดับสายตา ภายในตู้ปลาให้ลอยลูกปิงปองสีซัก 2-3 ลูกให้เวลาลาปลาว่ายผ่านจะได้เหลือบมอง วิธีนี้เมืองนอกนิยมใช้กันมากครับ ลองดูครับผมว่าไม่เสียหายอะไรถ้าหากเราจะป้องกัน 

=> Case Study เรื่องปลาตาตก

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=7281

 

 

 

 

ตาโปน หรือ ตาน๊อต อาการนี้ถือเป็นอาการ “ผิดปกติ” แต่ไม่ถือเป็นโรค เพราะไม่มีผลต่อตัวปลา ไม่ทำให้ตัวปลามีความอ่อนแอ หรือมีอาการที่แสดงออกว่าไม่สบายตัว เช่น กินไม่ดี ลอยตัวนิ่ง ซึม แต่มีผลต่อความสวยงามของตัวปลา ซึ่งเมื่อปลามีอาการดังกล่าวจะทำให้ความสวยงามของเขาลดน้อยลงไป ลักษณะตาโปน หรือ ตาน๊อต ก็คือ ลูกตาของปลาจะโปนออกมานอกเบ้าตั้งแต่ 2 มม. ขึ้นไป (เคยเห็นมากที่สุดโปนอกมาถึง 0.5 เซนติเมตร) และอาการนี้เป็นได้ทั้งปลาเล็ก และปลาใหญ่ ที่สำคัญคือ อาจะเป็นทั้งข้างเดียว หรือ 2 ข้าง

 

 

ตาขุ่น อาการตาขุ่นมาจาก 2 สาเหตุสำคัญคือ ติดเชื้อจากจากกรณีตาบาดเจ็บ (อาจจากรอยขีดข่วนหรือถูไถกับอุปกรณ์บางอย่างภายในตู้) และน้ำสกปรกเกินไป มีคราบของเสียภายในตู้เป็นจำนวนมาก ปริมาณออกซิเจนในตู้มีน้อยเกินไปก็เป็นอีกสาเหตุเช่นกัน โรคตาขุ่นจะมีลักษณะแก้วตาจะเป็นสีขาวขุ่นๆ ไม่เห็นลูกตาดำ ความรุนแรงของโรคแบ่งได้ 3 ระดับโดยสังเกตได้จากสีตา… ขุ่นใสเหมือนเนื้อลำไย สีขุ่นขนาดตาปลานึ่ง และรุนแรงที่สุดคือเป็นตาเงาะ คือขุ่นทั้งลูกตา… หากถึงขั้นนี้คงรักษาไม่ได้เพราะหมายถึงปลาตาบอดแล้วล่ะครับ 

สำหรับการรักษาจริงๆ แล้วใช้เพียงการเปลี่ยนถ่ายน้ำให้บ่อยขึ้น (อาจจะซักวันเว้นวัน) ปลาจะค่อยๆ มีอาการดีขึ้นเอง แต่หากว่าไม่ดีขึ้นก็แนะนำให้ใช่ยาแก้อักเสบช่วยได้ (โดยวิธีการและปริมาณในการใช้จะเหมือนกับในโรคเกล็ดพอง) ปัญหาเรื่อง “ตา” เป็นเรื่องที่สำคัญมากนะครับ ปลาจะสีสวย ว่ายน้ำงามสง่าแค่ไหนถ้าหากตาขุ่นคลั่กไม่น่ามอง… เสน่ห์ของมันจะลดลงไม่น้อยเลยทีเดียว

=> Case Study เรื่องปลาตาขุ่น

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=7312

 

 

 

โรคเกล็ดพอง โรคนี้ส่วนมากเป็นในปลาเล็กขนาดไม่เกิน 8 นิ้ว โดยมีสาเหตุหลักๆ มาจากน้ำสกปรกมีค่าของเสียมากและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างฉับพลัน ลักษณะอาการก็คือ “เกล็ดจะเปิดอ้าออก” ไม่เรียงซ้อนกันสวยงามเหมือนปกติและอาจเป็นได้ทั้งตัวหรือเพียงบางส่วน โรคนี้ถือเป็นโรคอันตรายที่อาจทำให้ปลามีโอกาสตายสูงครับ หากเป็นในระยะแรกเริ่มเกล็ดเพียงแต่อ้าออกเท่านั้น แต่เมื่อผ่านไปเพียงแค่วันหรือ 2 วันที่ผิวเกล็ดจะเริ่มมี “เมือกดำ” ปกคลุม โดยสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนคือผิวเกล็ดจะแตกลอกออกและมีสีคล้ำดูน่ากลัว แต่แม้ว่าจะมีอาการรุนแรงแบบนี้ก็ตามน่าแปลกใจที่ปลายังมีกินดีเป็นปกติ ยังไงก็ตามอย่าได้วางใจนะครับเพราะวันนี้กิน… พรุ่งนี้อาจไม่กินอีกเลย ดังนั้นถ้าเริ่มสังเกตเห็นอาการแล้วควรรีบรักษาดีกว่า 

สำหรับการรักษาจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะเข้าช่วยโดยให้ใช้ยาแก้อักเสบ “อะม๊อกซิล” ซึ่งก่อนการใช้ยาแนะนำให้เปลี่ยนน้ำ 30% แล้วใช้ยาปริมาณ 10 มิลลิกรัม / น้ำ 1 ลิตร และเพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นช่วงเวลารักษาให้เปลี่ยนถ่ายน้ำและใช้ยาในปริมาณที่แนะนำทุกวัน หากรักษาอย่างถูกวิธีอาการปลาจะดีขึ้นใน 1 สัปดาห์

NOTE : ยา “อะม๊อกซิล” ที่ว่าเป็นยาแก้เสบสำหรับคนกินโดยหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ยาชนิดนี้โดยปกติจะเป็นแคปซูลซึ่งมี 2 ขนาดคือ 250 มก. และ 500 มก. (สำหรับตู้ความจุ 25 และ 50 ลิตร) ตัวยามีอายุในการออกฤทธิ์ประมาณ 24 ชม. ครับ ฉะนั้นจึงใช้ได้ทุกวันโดยปลาไม่เป็นอันตราย

=> กรณีศึกษาเกี่ยวโรคเกล็ดพอง

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=1762

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=1938 

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=1983 

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=2718

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=2750

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=2765 

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=3167

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=3176

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=3218

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=3240

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=3257

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=3283

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=3324

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=3344

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=3354 

 

 

 

โรคบวมน้ำ อาการบวมน้ำในปลามังกรถือเป็นหนึ่งในโรคอันตรายที่สุดสำหรับปลามังที่สามารถให้เสียชีวิตได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยการบวมน้ำนี้เกิดจากระบบย่อยอาหารของปลามังกรผิดปกติ ทำให้ช่องท่องบวมและดันเกล็ดให้บวมออกมา ลักษณะที่สังเกตได้คือ เกล็ดปลามังกรจะปริออก และหากเป็นมากก็จะปริออกมากขึ้นเรื่อยๆ จนคล้ายกับปลาปักเป้า (แต่ตัวปลาจะยังว่ายน้ำปกติ เหมือนไม่เกิดอะไรขึ้น) และเมื่อเกล็ดปริออกแล้ว หากน้ำเลี้ยงในตู้ไม่สะอาดเพียงพอ (กล่าวคือขาดการดูแล) ก็มีโอกาสที่จะติดเชื้อด้วยการซึมเกล็ดช่องเกล็ดเหล่านั้นได้ ซึ่งจะเป็นผลให้ปลาเสียชีวิตเร็วขึ้น 

สำหรับแนวทางการรักษา ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะอาการนี้เกิดขึ้นเร็ว ลุกลามเร็ว และตัวปลาสิ้นได้เร็ว ดังนั้นเมื่อตัวปลาเริ่มมีอาการผิดปกติเกี่ยวเกล็ด (ดูคล้ายกับว่ามีลักษณะตามภาพประกอบ) ต้องนำเพื่อนร่วมตู้ปลาทั้งหมดออก จากนั้นลดน้ำเลี้ยงให้เหลือเพียง 1/4 ของตู้ (ให้ระดับน้ำท่วมตัวปลาเพียง 3 นิ้ว) พร้อมกับใส่เกลือเม็ดเพื่อช่วยย่อย และใส่ยาแก้อักเสบเพื่อป้องกันการติดเชื้อ จากนั้นให้ติดต่อปรึกษาสัตวแพทย์สายสัตว์น้ำโดยด่วน (ลำพังวิธีที่แนะนำตามที่กล่าวมาอาจเพียงแค่ยืดระยะเวลาเท่านั้น ไม่สามารถบรรเทาให้หายเป็นปกติได้)

 

 

 

 

 

 

โรคแผลอักเสบ โดยปกติแล้วแผลอักเสบมักจะเป็นที่บริเวณใต้เกล็ดปลาโดยสังเกตได้จากมีจะมีรอยจ้ำเลือดแดงๆ หรือมีสีน้ำตาลคล้ำ (ลักษณะคล้าย “ช้ำใน”) อาการส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อในซอกเกล็ดปลา นอกจากนี้ยังมาจากการทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างเพื่อนร่วมตู้ หรืออาหารไม่ย่อย... เศษกรีกุ้งตำอยู่ใต้ท้องฝังรอยแผลไว้ให้ การรักษาส่วนใหญ่จำเป็นต้องวางยาปลาขึ้นมาเพื่อทำการถอดเกล็ดออกแล้วใช้ยาเหลืองทาที่รอยแผลนั้นซึ่งอาจมองดูแล้วน่ากลัว... มีเลือดไหลมากหรือมีเมือกช้ำสะสมอยู่ด้านใน 

 

 

 

กรณีศึกษาเมื่อปลาหน้าบวม (จากแผลอักเสบ)

ที่บ้านผมมีมังกรทองมาเลย์ฝากเลี้ยงตัวหนึ่ง เป็นปลาที่มาจากฟาร์ม Xian Leng ประเทศมาเลเซีย ขนาดตอนที่อยู่ในภาพก็คร่าวๆ ได้ 10 นิ้ว สภาพแวดล้อมทั่วไปก็อยู่ในตู้ขนาดยาว 36 กว้าง 24 และ สูง 20 นิ้ว ระบบกรองใช้ "กรองถาด" ซึ่งภายในถาดนั้นมีวัสดุกรองเป็น ปะการัง (ชั้นล่างสุด) ขึ้นมาเป็นหินแม่น้ำขนาดกลาง และชั้นบนสุดเป็นหินแม่น้ำขนาดใหญ่ (อัตราการเปลี่ยน้ำอยู่ที่สัปดาห์ละครั้งๆ ละ 1/4 ของตู้) ตู้ที่ว่าสูง 20 นิ้วนั้น เติมน้ำจริงก็เพียงแค่ 16-17 นิ้วเท่านั้น หลอดไฟติดไว้ 2 หลอด แต่เปิดจริงเพียงหลอดเดียวเท่านั้น เพื่อนร่วมตู้มีแค่ปลานกแก้วขนาดเล็กๆ ตัวเดียว... อาหารที่ให้ประจำวัน เห็นจะไม่พ้น "กุ้งฝอยแช่แข็ง" หลังๆ ให้แต่แบบนี้ เพราะไม่อยากจะฆ่าตัดชีวิตแล้ว อะไรที่เลี่ยงได้ ก็พยายาม

เอาล่ะครับ รวมๆ แล้วดูเหมือนจะไม่มีอะไรเลย ช่างเป็นตู้ที่ทำท่าว่าจะเป็น "ตู้แสนสุข" ตู้หนึ่งเลยจริงไหมครับ ? ตู้ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป เนื้อที่กำลังดี หลอดไฟเหมาะสม ถาดกรองใหญ่เพียงพอในการบำบัดน้ำ เพื่อนก็มี แถมอยู่ด้วยกันได้ดี แบบนี้มังกรไม่เหงาแน่... ผมเลี้ยงเจ้านี่ด้วยดีมาโดยตลอด จนมาช่วงเช้าวันหนึ่ง ผมได้ให้อาหารปลาตามปกติทุกๆ ตู้ แน่ล่ะ ช่วงเวลาของการกินมันเป็นอะไรที่วิเศษที่สุด ได้ดูปลากินข้าวอย่างความสุข ไม่ว่าจะตู้ใหญ่หรือตู้เล็ก รวมถึงตู้ของเจ้าทองมาเลย์ตัวนี้ด้วยก็เช่นกัน

ตอนนั้นผมจำได้ดีว่า ตัวปลาไม่มีอะไรผิดสังเกต มันยังคงกินดีเป็นปกติอยู่ เมื่อให้อาหารเสร็จแล้ว ผมก็กลับไปทำกิจกรรมของผมต่อ ล้างอุปกรณ์ ทำนั่นทำนี่ ก่อนตักข้าวเช้ามานั่งทาน แล้วก็มองดูปลาอย่างมีความสุขไปด้วย ตอนนั้นเอง สายตาผมเหลือบไปเห็นเจ้านี่... อ๊ะ~~!! นั่นอะไร ? ภาพที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้าก็คือ อยู่ๆ แก้มของมันก็บวมช้ำขึ้นมา บวมแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน บรรยายไม่ถูกคงต้องดูภาพประกอบนะครับ ขนาดผมเลี้ยงปลามังกรมาเกือบ 10 ปี ยอมรับครับว่าไม่เคยเจอแบบนี้ ? แล้วอยู่ๆ ก็เป็น เมื่อตอนให้อาหารยังไม่เห็นเลย ไม่สิ เราไม่ได้มองข้าม แต่มันยังไม่เกิดขึ้นจริงๆ

 

 

ผมไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น ? แต่สิ่งที่พอจะเดาออกได้ก็คือ ตอนนี้แก้มที่บวมอยู่ ข้างในต้องมีของเหลวอยู่จำนวนหนึ่ง แต่สิ่งนั้นก็น่าจะไม่พ้น "เลือดคั่ง" ครับ เพราะภายในแก้มที่บวมออกมา เมื่อส่องกับจากหลอดไฟภายในตู้ ผมสังเกตเห็นสีแดงเรื่อๆ ภายในนั้น ตอนนี้สาเหตุ... ผมไม่ทราบ แต่ถ้าถามว่าเกิดจากอะไร ? สิ่งที่พอจะคาดเดาได้ก็น่าจะเป็น "กระโดดชน" อะไรไรซักอย่างๆ รุนแรง เป็นผลให้แก้มช้ำ และเลือดไหลคั่งอย่างที่เห็น (ตาโบ๋วเลย... น่ากลัวมากๆ)

ถามใครก็ไม่มีใครให้คำตอบได้ ? ขนาดเราที่คลุกคลีกับมันมานานก็ยังไม่เคยเจอ เอาวะ ลองแก้ไขดูเองก็แล้วกัน => ขั้นแรก รอดูอาการก่อน 1-2 วัน สังเกตดูผ่านช่วงระยะเวลานั้นไปแล้ว ก็ยังไม่ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้บวมมากขึ้น ยังคงรักษาความสมดุลย์นั้นไว้ได้เหมือนเดิม (สยดสยองยังไง ก็ยังงั้นไม่เปลี่ยนแปลง) ในระหว่างนั้น ผมใช้ยาแก้อักเสบของ Bencard ในอัตราส่วน 1 เม็ดต่อน้ำ 50 ลิตร ติดต่อกัน แต่ไม่ได้เปลี่ยนน้ำ แน่นอนลองดูแล้วก็ไม่ได้ดีขึ้น ในตอนนั้นผมมีทางออกอื่นในใจแล้ว แต่ยังกล้าๆ กลัวๆ ที่จะทำ พอดีตอนนั้นเพื่อนร่วมวงการมาเที่ยวที่บ้าน ผมเลยให้ดู เขาไม่มี Comment อะไร ? แต่ผมถามว่า 

"คุณรู้มั้ยว่าเจ้านี่เป็นอะไร ?"
"ไม่รู้เหมือนกัน แบบนี้ไม่เคยเจอ"
"แก้มมันบวม ผมก็ไม่แน่ใจว่าเกิดจากไหน ? แต่ที่แน่ๆ ผมเห็นเลือดมันคั่งอยู่"
"อืม แล้วไง"
"ผมลองใช้ยาแก้อักเสบรักษาแล้ว 2 วัน"
"ผลล่ะ"
"ไม่รู้ว่าดีไหม ? มันไม่เป็นมากขึ้น แต่ก็ไม่เห็นว่าดีขึ้นเช่นกัน"
"แล้ว... เอาไง ปรึกษาหมอไหม ?"
"ผมมีวิธีหนึง คุณว่าไง ?"
"อะไรหว่า ?"
"คุณหาซื้อเข็มได้ใช่ไหม ?"
"หา !! พูดดีๆ ผมไม่ได้เล่นยา"
"เอ่อ... เข้าใจผิดแล้ว ผมหมายถึงว่าตอนที่คุณเลี้ยงปลาหมอสี ก็เห็นใช้ป้อนยาบ่อยๆ"
"อืม นั่นก็ใช่... แล้วไง ?"
"ผมว่าจะให้คุณช่วยซื้อมาให้ผมซัก 2 อัน ผมจะลองใช้ดู"
"จะฉีดยาเข้าไปหรือ ?"
"เปล่า แต่จะดูดออก..."
"................. ลองดูก็แล้วกัน"

วันถัดมา เพื่อนผมก็มาพร้อมกับเตรียม "เข็มฉีดยา" มาให้ผมได้ เป็นขนาดที่กำลังดี จับถนัดมือ ในระหว่างที่ผมให้ยา ผมงดออาหารไว้แล้ว 2-3 วัน ดังนั้นถ้าคืนนี้ผมจะวางยาสลบเพื่อจับมันขึ้นมาดูดเลือดที่คั่งในแก้มออก ก็น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสม โชคดีที่ผมได้เพชรมาเป็นผู้ช่วยที่รู้ใจอีกครั้ง งานนี้จึงดูทำท่าจะไม่อยากอย่างที่ควรจะเป็น... เรารอเวลาจนถึงเย็นครับ ให้เงียบสงบ ไม่มีคนพลุกพล่าน จากนั้นผมก็เริ่มทำงานด้วยขั้นตอนดังนี้...

1. เตรียมอุปกรณ์ที่ต้องใช้ให้เรียบร้อย => ถุงย้ายปลา ยาสลบ เข็ม ออกซิเจน น้ำยาฆ่าเชื้อโรค ยาแก้อักเสบ

2. ลดน้ำลง ให้อยู่ในระดับที่จับต้อนได้

3. เมื่อลดเสร็จแล้วก็ทำการจับต้อนเข้าถุง

4. วางยาสลบ จะทำการนี้จำต้องวางมากหน่อย

5. เมื่อปลาสลบแล้วผมจึงค่อยใช้เข็มดูดเลือดออก...ถูกต้องแล้วล่ะครับ มันเป็น "เลือดคั่ง" จริงๆ ผมเห็นของเหลวสีแดง ฉานอย่างชัดเจน ดูดอยู่ประมาณ 2-3 ครั้ง ให้มั่นใจว่าหมด แล้วจึงถอดเข็มออกจากแก้ม

6. เอาเข็มนั้นดูดยาแก้อักเสบ (Bencard ที่ผสมน้ำอย่างเข้มข้นไว้แล้ว) ขึ้นมาแล้วฉีดกลับไปที่กระพุ้งแก้มของตัวปลาอีกครั้ง

7. ผมไม่ได้ฉีดเข้ามา แต่เพียงบางส่วนเท่านั้น เมื่อมั่นใจว่าปริมาณยาถึงตรงตามที่คาดไว้ ก็เข้าสู่ขั้นตอนทำให้ฟื้น

ไม่นานนักเจ้าทองมาเลย์ตัวนี้ก็ฟื้นขึ้นมาว่ายน้ำได้ตามปกติครับ... แต่เรายังวางใจอะไรไม่ได้ ก็ต้องคอยดูอาการต่อไป ในระหว่างนั้นผมก็ให้ยาแก้อักเสบในปริมาณเดิมตามปกติ ภายในช่วงเวลาเพียงไม่ถึง 2 วัน แก้มก็ยุบแล้วก็หายดีเป็นปกติ นั่นหมายถึงแนวทางการรักษาแก้ไขนี้ เราทำได้ถูกทาง (แต่อาจจะไม่ถูกต้องทีเดียวนัก) ซึ่งอย่างน้อยที่สุด ก็ทำให้ปลาของเรากลับมาหายดี ว่ายน้ำสวย และกินเก่ง กินจุ ได้เหมือนเดิม... แม้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่ก็ให้ถือเป็นกรณีศึกษาไว้นะครับ smile.gif

 

 

เพิ่มเติมเรื่อง "เบ้าตาอักเสบ" อ่านได้ที่นี่ครับ 

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=6893

 

ย้อนกลับ

แชร์บทความ