ยินดีต้อนรับ ( ล็อกอิน | สมัครสมาชิก )

ShOwA Arowana Dream Fish ร้านตะพัด ArowanaMania Arowana King
Lucky Arowana Air Stone Shop Emperor Arowana Arowana Farm Jade Arowana
Robin Arowana Farm Home Dragon Top Arowana Agency Long Jiang Arowana Dragon King
Aqua Products ฮัลโหลบัค โยตู้ปลา White Crane Aquarium Ceramic Bar
 
Reply to this topicStart new topic
> คุยกันเรื่องของ "โรคปลามังกร" ตอนที่ 3, หนวดปลาหมึก + ริดสีดวง + จุดขาว, เชื้อรา, ผดปลา, รอยบวมน้ำ & ปรสิต
Nanconnection
โพสต์ Oct 6 2008, 08:27 AM
โพสต์ #1


Aro4u Webmaster : )
**************

กลุ่ม: Administrators
โพสต์: 29,916
เข้าร่วม: 10-January 07
จาก: 614/13-14 ซ. สาธุประดิษฐ์ 58 บางโพงพาง ยานนาวา กทม. 10120
สมาชิกลำดับที่: 2



หนวดปลาหมึก โรคนี้แม้จะไม่อันตรายนักแต่ก็ถือได้ว่าเป็นโรคยอดฮิตติดอันดับที่มักเกิดในหมู่นักเลี้ยงปลาชนิดนี้ โดยมีลักษณะคือที่หนวดของปลาจะหงิกงอและมีตุ่มขึ้นซึ่งดูโดยรวมแล้วเหมือน “หนวดปลาหมึก” สาเหตุสำคัญของโรคนี้ก็คืออุณหภูมิน้ำที่ร้อนเกินไป (เป็นมากในหน้าร้อน) และตู้สกปรกมีคราบเปื้อนมาก ปลาที่มีนิสัยชอบเล่นหน้าตู้โดยให้ใช้ปากถูไถกับตู้เป็นประจำ ประกอบกับตู้สกปรกจึงทำให้เกิดการติดเชิ้อจนมีอาการดังกล่าว ด้วยเป็นเพราะปัญหาที่เกิดกับน้ำ… ฉะนั้นการรักษาจึงค่อนข้างง่ายและไม่ยุ่งยาก เพียงแค่การดูแลรักษาความสะอาดให้ดู หมั่นค่อยเปลี่ยนน้ำขัดถูตู้เป็นประจำ ปลาก็จะค่อยๆ หาหรือมีอาการดีขึ้น อย่างไรก็ตามหากมีการติดเชื้อหนักเข้าก็อาจต้องถึงกับใช้ “ด่างทับทิม” ในการล้างหนวด แต่วิธีนี้ค่อนข้างมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากต้องวางยาสลบปลาแล้วเอาออกมาทำด้านนอก ปริมาณน้ำก็ต้องถูกผสมอย่างพอดีเพื่อไม่ให้เข้มข้นเกินไปมิเช่นนั้นด่างทับทิมอาจกัดหนวดขาดได้ ดังนั้นหากพบว่าเป็นในช่วงแรกๆ แนะนำให้รีบรักษาตั้งแต่ตอนนั้นเลยจะดีกว่า

=> กรณีศึกษาเกี่ยวกับอาการหนวดปลาหมึก

http://www.aro4u.com/forums/index.php?show...&hl=หนวดปลาหมึก



โรคริดสีดวง โรคริดสีดวงที่เกิดกับปลามังกร จริงๆ แล้วมีน้อยมากแต่ก็เป็นได้ทั้งปลาใหญ่และปลาเล็ก... โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปลาเล็ก ลักษณะของโรคนี้ก็คือจะมี “ติ่งสีชมพู” อมแดงยื่นออกมาจากช่องทวาร ทำการให้การขับถ่ายของปลาเป็นไปอย่างยากลำบาก สาเหตุของริดสิดวงเกิดจากระบบขับถ่ายของตัวปลาไม่ดีและเมื่อกินอาหารชิ้นใหญ่หรือประเภทย่อยยากไปมากๆ ก็ทำให้ระบบขับถ่ายมีปัญหาผลจึงเกิดเป็นติ่งริดสีดวง ยังไงก็ตามริดสีดวงไม่ใช่โรคที่เป็นอันตรายมากและสามารถรักษาให้หายได้ (แต่อาจจะไม่หายขาด) โดยวิธีการรักษาก็คือเปลี่ยนอาหารที่ให้เป็นอาหารที่ง่ายต่อการย่อยเช่นอาหารชิ้นเล็กอย่างหน่อนนอก กุ้งฝอย หรือจิ้งหรีดจิ๋ว หากทั้ง 3 ชนิดนี้ใช้แล้วแต่อาการไม่ดีขึ้นคงต้องให้ตัวอ่อนของหนอนนก (เรียกว่า “หนอนขาว”) ซึ่งโดยปกติการให้กินหนอนขาวเป็นประจำจะช่วยให้อาการดีขึ้นและเพียงไม่นานติ่งริดสีดวงก็จะหายไป เพียงแต่... เจ้าหนอนขาวที่ว่าอาจจะหายากหน่อย แล้วถ้ากลับมาให้อาหารประเภทเดิมก็มีโอกาสที่ริดสีดวงจะเกิดขึ้นอีกได้

วิธีการสังเกตุอาการ => ขั้นแรกต้องดูสภาพภายนอกก่อนว่าเป็นมากหรือไม่น้อย (ดูจากการยื่นของติ่ง และการอักเสบของแผลบริเวณช่องทวาร)

1. ถ้าเริ่มมีอาการ - เป็นไม่มาก : เปลี่ยนการให้อาหารเป็นที่ย่อยง่าย ตัวอย่างเช่น การให้หนอนขาว (หนอนตัวอ่อน) จิ้งหรีดแดงตัวจิ๋ว หรือ กุ้งฝอยขนาดเล็กพิเศษ ตามที่กล่าวไปข้างต้น

2. ถ้าเป็นมากแล้ว ก็ต้องวางยาแล้วตัดทิ้ง : จากนั้นให้ใช้วิธีแรกครับ ค่อยๆ รักษาไป อาการจะดีขึ้นเอง

*** ริดสีดวง เป็นอาการผิดปกติที่น่าเป็นห่วงมากๆ เพราะว่าเป็นแล้วจะไม่หายสนิท จะเป็นๆ หายๆ อยู่เรื่อย นับว่าเป็นอะไรที่สร้างความหนักใจให้ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ sad.gif



โรคจุดขาว โรคนี้ปกแล้วจะไม่ค่อยเป็นกับปลามังกรนัก โดยมากมักติดมาจากเพื่อนร่วมตู้หรือปลาเหยื่อมากกว่าโดยเฉพาะพวกเสือตอ หรือตระกูลปลาหมูต่างๆ อาการของโรคจุดขาวจะมีลักษณะเป็นจุดขาวๆ ขึ้นตามเกล็ดและครีบส่วนต่างๆ แม้จะไม่ค่อยเกิดขึ้นแต่ถ้าหากปลาของเราเริ่มที่มีอาการนี้ให้แยกปลาอื่นที่น่าสงสัยออกไป แล้วทำการรักษาทั้งปลามังกรและเพื่อนร่วมตู้ ส่วนวิธีการรักษาก็สามารถใช้ได้ยาปฏิชีวนะเฉพาะโรคที่มีขายในท้องตลาด (ให้ดูที่ข้างขวดด้วยนะครับว่าใช้กับปลามังกรได้รึเปล่า) แต่จริงๆ แล้วผมแนะนำให้ใช้ “เกลือ” ในปริมาณเข้มข้นกับการเปลี่ยนน้ำบ่อยๆ จะดีกว่าครับเพราะปลามังกรนั้นค่อนข้างอ่อนไหวต่อพวกสารเคมีมาก หากใช้ไม่ถูกต้องจะเป็นอันตรายได้… แต่หากกรณีเป็นมากเกินเกลือจะเยียวยาก็คงต้องใช้พึ่งยาแล้วล่ะครับ (แนะนำให้ใช้เพียงครึ่งเดียวของที่ข้างขวดกำหนดใช้ก็พอครับ)

=> กรณีศึกษาเกี่ยวกับโรคจุดขาว

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=3077

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=3087



เชื้อรา โรคนี้ถือเป็นว่าเป็นกันบ่อยละจะแสดงออกโดยมีรอย “ด่าง” หรือ “เปื่อย” ตามจุดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นครีบเครื่อง หัว หาง คาง แก้ม ลำตัว เชื้อราแม้อาจไม่รุนแรงทำให้ปลาถึงตายแต่ก็สร้างความรำคาญให้กับปลาไม่น้อย ถ้าเป็นหนักเข้าอาจมีโรคแทรกซ้อนเข้ามาติดเชื้อแล้วรุกรามเข้าไปใหญ่จนท้ายสุดก็อาจถึงตายได้ สำหรับวิธีการรักษาโดยทั่วๆ ไปนิยมใช้ยาปฏิชีวนะซึ่งเรียกกันติดปากว่า “ฟังกัส” (Fungus) โดยสามารถหาซื้อได้ตามร้านทั่วไป (ปริมาณการใช้ยาประเภทนี้อยู่ที่ถ้าใช้การรักษาให้ใช้ 1 เม็ดต่อน้ำ 100 ลิตร แต่ถ้าเพื่อป้องกันก็ 1 เม็ดต่อน้ำ 200 ลิตรครับ) ข้อเสียของการใช้ยาประเภทนี้คือสีน้ำจะเปลี่ยนไปเป็นสีเขียวไม่สวย ไม่น่ามอง… แต่จะค่อยๆ จางไปเองในภายหลัง

NOTE : ก่อนการใช้ยาแต่ละชนิดควรปรึกษาผู้ขายหรือผู้ที่ใช้เป็นก่อนว่าควรใช้ยาชนิดไหนในการทำการรักษา ? และใช้ในปริมาณเท่าไหร่ ? และหลีกเลี่ยงการใช้ยาหลายๆ ชนิดลงไป ที่สำคัญคือไม่แนะนำให้ใช้ยากับปลามังกรตามปริมาณของ “วิธีใช้” ที่ระบุข้างขวดเพราะค่อนข้างอันตรายและเสี่ยงเกินไป อย่างที่ผมบอกไปว่าปลาชนิดนี้ค่อนข้างอ่อนไหวต่อยาและสารเคมีฉะนั้นหากใช้ไม่ถูกวิธีแทนที่จะรักษาให้หายกลับกลายเป็นถึงตายได้ ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงลงผมแนะนำให้ทดลองใช้ที่ 1/3 หรือครึ่งของข้อบ่งใช้ก็พอ จากนั้นก็ค่อยๆ ดูอาการอย่างไกล้ชิด สำคัญที่สุดคือ “ใช้ยาให้ถูกกับโรค” นะครับ



ผดปลา เกิดจากสภาพอุณหภูมิที่ค่อนข้างร้อน (อุณหภูมิในตู้สูงเกินไป 31 องศา C) หรือตู้ปลาแออัด (มีจำนวน Tank Mate มากเกินไป) หรือตู้ปลามีขนาดเล็กเกินไป ทำให้ตัวปลาไม่รู้สึกสบายตัว ลักษณะของ “ผดปลา” สังเกตุได้จากจะมีคราบสีขาวเกิดขึ้นตามตัวปลา อาจเกิดได้ที่บริเวณหลัง ลำตัว ครีบก้น ครีบหลัง และใบหาง (ส่วนใหญ่จะพบที่บริเวณหลัง และ ใบหาง) แม้ผดปลาจะไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงที่ทำให้ตัวปลาเสียหาย ถึงตาย แต่ก็สร้างความไม่สบายตัวให้กับตัวปลาได้ไม่น้อย ฟอร์มการว่ายน้ำอาจจะเสียหาย ว่ายกระตุก ว่ายสะบัด หรือว่ายแล้วเอาส่วนที่เป็นผดถูกับตู้ ซึ่งหากไม่ทำการแก้ไข (และร่วมด้วยน้ำเลี้ยงภายในตู้สกปรกและหมักหมม) ก็จะทำให้อักเสบและเป็นมากขึ้น

วิธีการบรรเทาอาการผดปลาคือ การรักษารคุณภาพน้ำให้ดี ทำให้อุณหภูมิภายในตู้เย็นอยู่เสมอ (อาจต้องใช้พัดลม หรือ Chiller เข้าช่วย) และการลดปริมาณเพื่อนร่วมตู้ลงให้ตู้โล่งมากขึ้น รวมถึงการจัดขนาดตู้ที่เหมาะสมกับตัวปลาจะช่วยทำให้ผดปลาหายเร็วขึ้นได้ แต่หากในกรณีเป็นมากเป็นมานานจนเรื้อรัง อาจต้องวางยาสลบแล้วนำตัวปลาขึ้นมาล้างส่วนที่เป็นผดด้วย “ด่างทับทิม” หรือ หากผดก่อตัวหนาอาจะต้องใช้มีคัตเตอร์ช่วยขูดออกก่อนการล้างด้วยด่างทับทิม



รอยบวมน้ำ เป็นความผิดปกติที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งจากน้ำเลี้ยงในตู้ปลาโดยตรง (ข้อมูลจากสัตวแพทย์สัตว์น้ำ รพ. สัตว์จุฬา) ซึ่งจะมีลักษณะอาการคือ เป็นรอยปูดน้ำที่บริเวณใบหน้า หน้าผาก คาง แก้ม (ส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่บริเวณหัว) ในครั้งหนึ่งเป็นได้หลายจุดหลายตำแหน่ง แม้จะไม่ได้มีอันตรายถึงชีวิต ตัวปลาสามารถทนได้ในระยะยาวแต่ก็แสดงถึงตัวปลามีสุขภาพที่ไม่ดี รอยบวมน้ำนี้หากเป็นไม่มาก ภูมิคุ้มกันของตัวปลา + การใส่ใจดูแลน้ำเลี้ยงให้คุณภาพมากขึ้น อาจจะช่วยรักษาบรรเทาให้ดีขึ้นเองได้ แต่หากเป็นมากแล้วอาจจะต้องอยู่ในภาพการเลี้ยงดูภายใต้ “หลอดฆ่าเชื้อ” (หลอด UV) ตลอดเวลา หรือถ้าเป็นขั้นรุนแรงต้องนำส่งสัตวแพทย์สายสัตว์น้ำให้ทำการเยียวยารักษาให้

*** สำหรับรอยบวมน้ำ หากปล่อยไว้ไม่สนใจดูแลจะติดเชื้อสะสมและลุกลามให้เป็นหนักเป็นมากขึ้นจนปริแตก หรือกลายเป็นเนื้อแข็ง นานวันเข้าจะเป็นต้นเหตุของ “หน้ามะระ” หรือ ท้าวแสนปม ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่แสนทรมานและไม่น่ามองที่สุดในปลามังกร

NOTE : ผดปลา และ รอยบวมน้ำ ถือเป็นหนึ่งในโรคเวรโรคกรรม ที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ กล่าวคือ หากรักษาให้หายแล้ว มีโอกาสจะกลับมาเป็นใหม่ได้เสมอ

=> กรณีศึกษาเรื่อง "วิบากกรรมซ้ำซ้อน เมื่อเหล่าโรครุมหลอนมังกร Hiback"

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=2718

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=2750

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=2765



จับตาย ! ตัวร้ายนาย “ปรสิต”

เรื่องของปรสิตก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญมาก สร้างความเหนื่อยใจให้กับนักเลี้ยงมาไม่น้อยแล้วไม่ว่าจะเป็น หนอนสมอ เห็บ หรือปรสิตชนิดอื่นๆ มาถึงส่วนนี้ผมขอพูดถึงปรสิต 2 ชนิดที่มักเกิดขึ้นกับปลามังกรนะครับนั่นก็คือ “หนอนสมอ” และ “เห็บ” นะครับ

หนอนสมอ ถือเป็นปรสิตที่น่ากลัวมาก เจ้าตัวร้ายนี้สามารถเกิดได้ทุกตำแหน่งของตัวปลาไม่ว่าจะหัว ตัว แก้ม ปาก คาง หาง ครีบเครื่อง หรือแม้แต่จุดเร้นลับอย่างในโคนครีบอก ลักษณะของหนอนสมอจะเป็นตัวโผล่ขึ้นมามีความยาวประมาณ 1 ซม. ที่ปลายหัวจะแยกออกจากกันเป็น 2 แฉกคล้ายลิ้นงู ปลาที่ติดหนอนสมอในระยะแรกจะมีอาการคันและจะว่ายชนตู้ถูไปถูมาทำให้ปลาเป็นแผลหรือเกิดอาการบาดเจ็บอื่นๆ ได้ (แต่การกินอาหารยังเป็นปกติอยู่) และถ้าหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา นานเข้าหนอนสมอจะเจาะลึกเข้าไปในเนื้อโดยสังเกตได้จากมีรอยช้ำเป็นจ้ำเลือดบริเวณที่เป็น จุดนี้ถ้าเกิดในปลาเล็กอาจทำให้ปลาทนความเจ็บปวดไม่ไหวหรือติดเชื้อในปลาใหญ่ทำให้บอบช้ำถึงตายได้

สำหรับแนวทางการแก้ไขก็มี 2 วิธีก็คือ การป้องกันและการรักษา... เป็นที่ทราบกันดีว่าปรสิตมักมากับพวก “ปลาเหยื่อ” เช่น ลูกปลากัด ปลาสอด ปลาหางนกยูง หรือปลาเล็กชนิดอื่นๆ ฉะนั้นถ้าลดหรือหลีกเลี่ยงได้ก็ถือเป็นการป้องกันที่ดีมาก เลี้ยงปลาตระกูลปลาตะเพียนไว้ซะหน่อยจะช่วยกำจัดหนอนสมอได้ครับ เช่น ตะเพียน ตะพาก กระแห โดยที่ปลาที่ว่านี้จะเข้าไปตอดกินหนอนที่ติดอยู่กับตัวปลา

แต่ทว่าหากเห็นหนอนสมอเกิดขึ้นมาแล้วอาจจะใช้ยาเคมีอย่าง “Protocure” ในการรักษาก็ได้แต่ใช้เพียงนิดหน่อยพอ เพราะถ้าหากใช้ตามข้อบ่งใช้จะแรงเกินไปปลาอาจตายได้ (มีหลายรายแล้วที่ต้องเสียปลาไปเพราะยาตัวนี้ คือใช้ตามข้อบ่งใช้แล้วปลาเกิดอาการหอบจากนั้นก็หงายท้องจากไป) อย่าลืมนะครับไม่ว่าจะยาชนิดใดก็แล้วแต่หากใช้เป็นและใช้ถูกโรคจะเป็นยาวิเศษ หากใช้ไม่เป็น... แน่นอนครับเป็นยามรณะ

นอกจาก Protocure แล้วยังสามารถใช้ “ฟอร์มาลีน” ได้ด้วยเช่นกัน (แต่ค่อนข้างหาซื้อยากหน่อย) ฟอร์มาลีนสามารถฆ่าปรสิตได้โดยตรง ปริมาณการใช้ที่เหมาะสมคือ 30 ppm (หมายถึง 30 cc. ต่อน้ำ 1,000 ลิตร โดยใช้หลอดฉีดยาเป็นตัววัด cc) ก่อนการใช้แนะนำให้คำนวนปริมาตรน้ำให้ดีก่อน การใช้ฟอร์มาลีนแม้จะค่อนข้างได้ผลดีแต่ก็มีผลกระทบข้างเคียงเช่นกันนั่นก็คือจะทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำต่ำลง ซึ่งอาจจะส่งให้ปลาหอบ หายใจลำบาก ตาขุ่น บวม ฉะนั้นเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นจึงควรเพิ่มหัวทรายให้ออกซิเจนมากขึ้นในช่วงเวลารักษา

ส่วนวิธีสุดท้ายคือการดึงออก วิธีนี้จำเป็นต้องใช้ยาสลบช่วยโดยวางยาสลบแล้วจับปลาขึ้นมา เล็งตำแหน่งของหนอนสมอแล้วใช้แหนบดึงออก โดยการดึงหนอนสมอออกต้องดึงให้ถึงโคนนะครับไม่เช่นนั้นอาจเกิดขึ้นใหม่ได้อีก ในกรณีที่มีจำนวนหลายตัว ก่อนวางยาสลบแนะนำให้ร่างรูปปลาในกระดาษและกาตำแหน่งที่หนอนสมอขึ้น จากนั้นจึงวางยาจัดการดึงออก เหตุผลที่ต้องทำเช่นหนอนสมอเวลาอยู่ในน้ำจะเห็นได้ชัดเจน แต่ถ้าเอาตัวปลาขึ้นมาจะไม่เห็นเพราะหนอนจะแนบติดกับตัวปลาทำให้มองยาก เสียเวลานิดหน่อยแต่ปลอดภัยกว่าแถมยังเก็บได้หมดทุกตัวด้วย ดีกว่าต้องวางยาจับถอนซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายๆ รอบปลาจะบอบช้ำเปล่าๆ



=> กรณีศึกษาเกี่ยวกับการใช้ Dimilin

ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า "ฟอร์มาลีน" มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการกำจัดปรสิต แต่ก็ถือว่าเป็นเคมีที่มีอันตรายมากหากใช้ไม่ถูกต้อง และไม่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดก็อาจทำให้สูญเสียปลาได้เช่นกัน ด้วยเหตุผลดังกล่าวผมจึงขอแนะนำให้ลองใช้ Dimilin ดูซึ่งเป็นยากำจัดปรสิตอีกชนิดสำหรับปลาสวยงาม แม้ Dimilin จะไม่อันตรายเหมือนกับฟอร์มาลีน แต่ก็ควรจะใช้ให้ถูกสัดส่วนเพื่อให้เกิดประสิทธภาพและความปลอดภัย อัตราการใช้ Dimilin ในการกำจัดปรสิตจำพวกเห็บและหนอนสมอก็คือ 1 กรัมต่อน้ำ 1 ตัน (1,000 ลิตร) การใช้ Dimilin ให้มีประสิทธิภาพที่สุดจะต้องละลายน้ำก่อนเทลงไปในตู้ปลา เพื่อให้ตัวยาสลายในน้ำเลี้ยงได้ง่าย ถ้าใส่ลงไปทั้งผงยาแบบนั้นจะทำให้ประสิทธิในการกำจัดปรสิตลดลงกว่า

ในช่วงแรกของการใส่ Dimilin น้ำจะขุ่นมากระยะหนึ่ง จากประสบการณ์ของผมก็ประมาณ 6-12 ชั่วโมง แล้วก็จะกลับมาใสเป็นปกติ หลังการใส่ Dimilin แล้วควรงดอาหารปลา 1 วันเพื่อให้ตัวยาออกฤทธิ์อย่างเต็มที่ การใช้ Dimilin มีข้อควรระวังเช่นกันนั่นก็คือ ในช่วงน้ำขุ่นจะทำให้ปริมาณออกซิเจนในตู้ลดลง (คล้ายฟอร์มาลีน) จนเมื่อเจือจางแล้วจึงจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ขอแนะนำให้ใส่หัวทรายเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนผลของการใช้ยา ถ้าเป็นตัวเต็มวัยหลังจากใส่ Dimilin แล้วจะตายภายใน 1-2 วัน ตัวปรสิตจะค่อยๆ เหี่ยว เฉาและหลุดไป ในระหว่างนี้ถ้าปรสิตหลุดออกหมดแล้วอย่าเพิ่งวางใจ ให้ใช้ต่อไปเรื่อยๆ อย่างน้อยอีก 2-3 ครั้ง ทุก 5-7 วันโดยทุกครั้งของการใช้ให้เปลี่ยนน้ำ 30% แล้วเติมปริมาณยาเท่าเดิม วิธีนี้จะทำให้ทั้งตัวเต็มวัยและไข่ของมันจะถูกกำจัดไปจากตู้ปลาของเราอย่างหมดสิ้นครับ



เห็บ เห็บที่เกิดกับปลามังกรจะมีรูปร่างกลม เล็ก และใส หากไม่สังเกตดีๆ ก็จะมองไม่เห็น เห็บสามารถเดินไปเดินมาขยับเขยื้อนเปลี่ยนตำแหน่งได้ตลอด เจ้านี่แม้จะไม่ได้สร้างความเจ็บปวดรุนแรงกับตัวปลาแต่ก็ก่อความรำคาญให้ไม่น้อย เพราะปลาที่โดนเห็บเกาะจะมีอาการ “คัน” โดยจะแสดงออกด้วยการว่ายถูไถตู้เป็นประจำ หรือบางทีก็ว่ายพุ่งไปพุ่งมาแรงๆ ปรสิตชนิดนี้ก็มีที่มาหมือนหนอนสมอคือส่วนใหญ่มาจากพวกปลาเหยื่อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน “ปลาทอง”

การรักษาปลาที่เกิดจาก “เห็บ” ค่อนข้างง่ายกว่า “หนอนสมอ” เพราะลำพังเพียงการงดอาหารสักช่วงเวลาหนึ่งแล้วใส่เกลือในปริมาณเข้มข้น ระยะนึงเห็บจะหลุดออกไปเอง แต่ถ้าหากในกรณีที่เป็นมากก็อาจต้องใช้วิธีเดียวกับของหนอนสมอนั่นก็คือใช้ฟอร์มาลีนหรือวางยาให้ปลาสลบแล้วจับขึ้นมาดึงออกทีละตัว

ปรสิตค่อนข้างป้องกันยากเพราะไม่รู้จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ? จะมาตอนไหน ? อย่างไรก็ตามสิ่งที่พอจะแนะนำได้ก็คือลดการให้เหยื่อประเภทลูกปลาเป็นๆ กบ หรือเนื้อสัตว์ที่ไม่สะอาด แล้วก็หมั่นค่อยเปลี่ยนถ่ายน้ำเป็นประจำ ปรสิต… ตอนที่ไม่มีไม่เป็นอะไรครับ แต่เมื่อไหร่ที่มันมาล่ะก็หนักใจไม่น้อยทีเดียว

NOTE : วิธีกำจัดปรสิตด้วยการถอนออก เมื่อวางยาสลบและทำการถอนเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะนำปลากลับลงสู่ตู้อีกครั้งควรใส่ยาเหลืองเข้มข้นผสมน้ำนิดหน่อยแล้วป้ายทาบริเวณแผล วิธีนี้จะช่วยให้แผลปลาหายเร็วขึ้น

User is offlineProfile CardPM
Go to the top of the page
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (ผู้มาเยือน 1 คน และ 0 อุ๊บอิ๊บ)
สมาชิก 0 คน คือ

 



www.aro4u.com Copyright by Nanconnection & Website Design by Sp33dZ เวลาขณะนี้: 25th November 2017 - 05:31 AM