ยินดีต้อนรับ ( ล็อกอิน | สมัครสมาชิก )

ShOwA Arowana Dream Fish ร้านตะพัด ArowanaMania Arowana King
Lucky Arowana Air Stone Shop Emperor Arowana Arowana Farm Jade Arowana
Robin Arowana Farm Home Dragon Top Arowana Agency Long Jiang Arowana Dragon King
Aqua Products ฮัลโหลบัค โยตู้ปลา White Crane Aquarium Ceramic Bar
 
Reply to this topicStart new topic
> คุยกันเรื่องของ "โรคปลามังกร" ตอนที่ 2, ตาตก + ตาโปน + ตาขุ่นฝ้า + เกล็ดพอง + บวมน้ำ และ แผลอักเสบ
Nanconnection
โพสต์ Oct 6 2008, 08:09 AM
โพสต์ #1


Aro4u Webmaster : )
**************

กลุ่ม: Administrators
โพสต์: 29,917
เข้าร่วม: 10-January 07
จาก: 614/13-14 ซ. สาธุประดิษฐ์ 58 บางโพงพาง ยานนาวา กทม. 10120
สมาชิกลำดับที่: 2



ตาตก เกิดจากมีไขมันในเบ้าตาเป็นจำนวนมากจึงทำให้ดันลูกตาลงมาซึ่งดูแล้วไม่น่าพิศมัยนัก และแม้จะเป็นแค่จุดเล็กๆ แต่ก็เป็นจุดที่ทำลายความสง่างามของปลาสวยๆ มาไม่น้อยแล้ว ส่วนใหญ่แล้วอาการตาตกจะเป็นในปลาใหญ่และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายพันธุ์ทองมาเลย์ (แต่ปลาเล็กก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้) สาเหตุหลักๆ ที่พอสันนิษฐานได้ของโรคนี้มี…

1. การให้อาหารประเภทไขมันมากเกินไป เช่นพวกลูกปลาทอง สัตว์ประเภทหอย เนื้อกุ้ง หรือเนื้อชิ้น

2. เลี้ยงในตู้เปลือย… เมื่อไม่มีหินหรือกรวดอยู่ที่พื้นตู้จะทำให้เกิดการเงาสะท้อนตัวมันเอง มองลงไปบ่อยๆ นานเข้าตาก็เลยตกนั่นเอง

3. การให้เหยื่อประเภท “กุ้งฝอย” เป็นประจำแบบไม่เป็นเวลา (เรียกว่า “ทิ้งกุ้ง”) ซึ่งกุ้งฝอยส่วนใหญ่จะหลบอยู่พื้นตู้ไม่กล้าว่ายขึ้นมาเหนือน้ำเพราะอาจถูกกินได้ทุกเวลา สาเหตุนี้เกิดตรงที่เวลาปลามองหากุ้งก็จะมองที่บริเวณพื้นตู้สอดส่ายไปมาทั่วตู้ นานเข้าก็ทำให้เกิดอาการตาตกได้

4. ส่วนสาเหตุสุดท้ายก็คือจากกรรมพันธุ์ ปลามังกรที่ตาตกจากกรรมพันธุ์มักจะมีอาการตั้งแต่เล็กคือ 6 นิ้วก็เห็นอาการแล้วโดยเฉพาะในสายพันธุ์ทองมาเลย์แล้วจะยิ่งตกมากขึ้นเมื่อปลาโตขึ้น ดังนั้นก่อนการเลือกซื้อมาเลี้ยงก็อย่าลืมสังเกตที่จุดนี้ด้วย

ยังไงก็ตาม “ตาตก” ถือเป็นตำหนิที่ยอมรับได้ในหมู่คนที่เลี้ยงปลามังกรและผมก็แนะนำว่าก่อนการเลี้ยงจริงอยากให้ทำใจเรื่องนี้ด้วยนะครับ ตาของปลามังกรอาจจะตกได้ทั้ง 2 ข้างหรือข้างใดข้างหนึ่ง สำหรับวิธีการรักษาให้หายขาดเท่าที่ทราบก็ยังไม่มี แต่ครั้งนึงผมเคยเห็นภาพที่ฟาร์มเมืองนอกเขาทำกันนั่นก็คือการวางยาแล้วจับปลาขึ้นมาผ่าตัดเอาไขมันออกจากลูกตา ดูแล้วมีความเสี่ยงสูงมากเกรงว่าจะเป็นอันตรายรุนแรงกับตัวปลาแล้วผลก็ไม่ได้เห็นด้วยว่าหลังจากทำแล้วตาหายตกหรือไม่ ผมว่าวิธีนี้อันตรายเกินกว่าที่จะทำกันเอง เอาเป็นว่าเรามาศึกษาเกี่ยวกับวิธีป้องกันและลดโอกาสในการตาตกดีกว่าครับ

=> ข้อมูลและภาพประกอบการศัลยกรรมตาปลามังกรจากเมืองนอกนะครับ

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=85

เพื่อป้องกันอาการ “ตาตก” ผมมีข้อแนะนำว่าให้ใช้อาหารปลาประเภทลอยน้ำเช่นอาหารเม็ด จิ้งหรีด และหนอนนก ซึ่งการให้อาหารด้วยวิธีนี้จะทำให้ปลารอและคอยมองอาหารจากด้านบนจึงช่วยลดโอกาสเป็นโรคนี้ แล้วก็พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันเยอะอย่างลูกปลาทอง เนื้อกุ้ง หรือเนื้อสัตว์อื่นๆ… ตำแหน่งการตั้งตู้ก็เช่นกัน ในกรณีที่ตั้งตู้ซ้อนกัน 2 ชั้นส่วนใหญ่ปลาตู้ล่างจะมีอาการนี้ เนื่องจากมองลงแต่ด้านล่างอย่างเดียวนานเข้าจึงมีอาการดังกล่าว ฉะนั้นหากเป็นไปได้ก็พยายามตั้งตู้ให้อยู่ในระดับสายตา ภายในตู้ปลาให้ลอยลูกปิงปองสีซัก 2-3 ลูกให้เวลาลาปลาว่ายผ่านจะได้เหลือบมอง วิธีนี้เมืองนอกนิยมใช้กันมากครับ ลองดูครับผมว่าไม่เสียหายอะไรถ้าหากเราจะป้องกัน

=> Case Study เรื่องปลาตาตก

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=7281





ตาโปน หรือ ตาน๊อต อาการนี้ถือเป็นอาการ “ผิดปกติ” แต่ไม่ถือเป็นโรค เพราะไม่มีผลต่อตัวปลา ไม่ทำให้ตัวปลามีความอ่อนแอ หรือมีอาการที่แสดงออกว่าไม่สบายตัว เช่น กินไม่ดี ลอยตัวนิ่ง ซึม แต่มีผลต่อความสวยงามของตัวปลา ซึ่งเมื่อปลามีอาการดังกล่าวจะทำให้ความสวยงามของเขาลดน้อยลงไป ลักษณะตาโปน หรือ ตาน๊อต ก็คือ ลูกตาของปลาจะโปนออกมานอกเบ้าตั้งแต่ 2 มม. ขึ้นไป (เคยเห็นมากที่สุดโปนอกมาถึง 0.5 เซนติเมตร) และอาการนี้เป็นได้ทั้งปลาเล็ก และปลาใหญ่ ที่สำคัญคือ อาจะเป็นทั้งข้างเดียว หรือ 2 ข้าง



ตาขุ่น อาการตาขุ่นมาจาก 2 สาเหตุสำคัญคือ ติดเชื้อจากจากกรณีตาบาดเจ็บ (อาจจากรอยขีดข่วนหรือถูไถกับอุปกรณ์บางอย่างภายในตู้) และน้ำสกปรกเกินไป มีคราบของเสียภายในตู้เป็นจำนวนมาก ปริมาณออกซิเจนในตู้มีน้อยเกินไปก็เป็นอีกสาเหตุเช่นกัน โรคตาขุ่นจะมีลักษณะแก้วตาจะเป็นสีขาวขุ่นๆ ไม่เห็นลูกตาดำ ความรุนแรงของโรคแบ่งได้ 3 ระดับโดยสังเกตได้จากสีตา… ขุ่นใสเหมือนเนื้อลำไย สีขุ่นขนาดตาปลานึ่ง และรุนแรงที่สุดคือเป็นตาเงาะ คือขุ่นทั้งลูกตา… หากถึงขั้นนี้คงรักษาไม่ได้เพราะหมายถึงปลาตาบอดแล้วล่ะครับ

สำหรับการรักษาจริงๆ แล้วใช้เพียงการเปลี่ยนถ่ายน้ำให้บ่อยขึ้น (อาจจะซักวันเว้นวัน) ปลาจะค่อยๆ มีอาการดีขึ้นเอง แต่หากว่าไม่ดีขึ้นก็แนะนำให้ใช่ยาแก้อักเสบช่วยได้ (โดยวิธีการและปริมาณในการใช้จะเหมือนกับในโรคเกล็ดพอง) ปัญหาเรื่อง “ตา” เป็นเรื่องที่สำคัญมากนะครับ ปลาจะสีสวย ว่ายน้ำงามสง่าแค่ไหนถ้าหากตาขุ่นคลั่กไม่น่ามอง… เสน่ห์ของมันจะลดลงไม่น้อยเลยทีเดียว

=> Case Study เรื่องปลาตาขุ่น

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=7312



โรคเกล็ดพอง โรคนี้ส่วนมากเป็นในปลาเล็กขนาดไม่เกิน 8 นิ้ว โดยมีสาเหตุหลักๆ มาจากน้ำสกปรกมีค่าของเสียมากและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างฉับพลัน ลักษณะอาการก็คือ “เกล็ดจะเปิดอ้าออก” ไม่เรียงซ้อนกันสวยงามเหมือนปกติและอาจเป็นได้ทั้งตัวหรือเพียงบางส่วน โรคนี้ถือเป็นโรคอันตรายที่อาจทำให้ปลามีโอกาสตายสูงครับ หากเป็นในระยะแรกเริ่มเกล็ดเพียงแต่อ้าออกเท่านั้น แต่เมื่อผ่านไปเพียงแค่วันหรือ 2 วันที่ผิวเกล็ดจะเริ่มมี “เมือกดำ” ปกคลุม โดยสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนคือผิวเกล็ดจะแตกลอกออกและมีสีคล้ำดูน่ากลัว แต่แม้ว่าจะมีอาการรุนแรงแบบนี้ก็ตามน่าแปลกใจที่ปลายังมีกินดีเป็นปกติ ยังไงก็ตามอย่าได้วางใจนะครับเพราะวันนี้กิน… พรุ่งนี้อาจไม่กินอีกเลย ดังนั้นถ้าเริ่มสังเกตเห็นอาการแล้วควรรีบรักษาดีกว่า

สำหรับการรักษาจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะเข้าช่วยโดยให้ใช้ยาแก้อักเสบ “อะม๊อกซิล” ซึ่งก่อนการใช้ยาแนะนำให้เปลี่ยนน้ำ 30% แล้วใช้ยาปริมาณ 10 มิลลิกรัม / น้ำ 1 ลิตร และเพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นช่วงเวลารักษาให้เปลี่ยนถ่ายน้ำและใช้ยาในปริมาณที่แนะนำทุกวัน หากรักษาอย่างถูกวิธีอาการปลาจะดีขึ้นใน 1 สัปดาห์

NOTE : ยา “อะม๊อกซิล” ที่ว่าเป็นยาแก้เสบสำหรับคนกินโดยหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป ยาชนิดนี้โดยปกติจะเป็นแคปซูลซึ่งมี 2 ขนาดคือ 250 มก. และ 500 มก. (สำหรับตู้ความจุ 25 และ 50 ลิตร) ตัวยามีอายุในการออกฤทธิ์ประมาณ 24 ชม. ครับ ฉะนั้นจึงใช้ได้ทุกวันโดยปลาไม่เป็นอันตราย

=> กรณีศึกษาเกี่ยวโรคเกล็ดพอง

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=1762

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=1938

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=1983

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=2718

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=2750

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=2765

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=3167

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=3176

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=3218

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=3240

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=3257

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=3283

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=3324

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=3344

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=3354



โรคบวมน้ำ อาการบวมน้ำในปลามังกรถือเป็นหนึ่งในโรคอันตรายที่สุดสำหรับปลามังที่สามารถให้เสียชีวิตได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยการบวมน้ำนี้เกิดจากระบบย่อยอาหารของปลามังกรผิดปกติ ทำให้ช่องท่องบวมและดันเกล็ดให้บวมออกมา ลักษณะที่สังเกตได้คือ เกล็ดปลามังกรจะปริออก และหากเป็นมากก็จะปริออกมากขึ้นเรื่อยๆ จนคล้ายกับปลาปักเป้า (แต่ตัวปลาจะยังว่ายน้ำปกติ เหมือนไม่เกิดอะไรขึ้น) และเมื่อเกล็ดปริออกแล้ว หากน้ำเลี้ยงในตู้ไม่สะอาดเพียงพอ (กล่าวคือขาดการดูแล) ก็มีโอกาสที่จะติดเชื้อด้วยการซึมเกล็ดช่องเกล็ดเหล่านั้นได้ ซึ่งจะเป็นผลให้ปลาเสียชีวิตเร็วขึ้น

สำหรับแนวทางการรักษา ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะอาการนี้เกิดขึ้นเร็ว ลุกลามเร็ว และตัวปลาสิ้นได้เร็ว ดังนั้นเมื่อตัวปลาเริ่มมีอาการผิดปกติเกี่ยวเกล็ด (ดูคล้ายกับว่ามีลักษณะตามภาพประกอบ) ต้องนำเพื่อนร่วมตู้ปลาทั้งหมดออก จากนั้นลดน้ำเลี้ยงให้เหลือเพียง 1/4 ของตู้ (ให้ระดับน้ำท่วมตัวปลาเพียง 3 นิ้ว) พร้อมกับใส่เกลือเม็ดเพื่อช่วยย่อย และใส่ยาแก้อักเสบเพื่อป้องกันการติดเชื้อ จากนั้นให้ติดต่อปรึกษาสัตวแพทย์สายสัตว์น้ำโดยด่วน (ลำพังวิธีที่แนะนำตามที่กล่าวมาอาจเพียงแค่ยืดระยะเวลาเท่านั้น ไม่สามารถบรรเทาให้หายเป็นปกติได้)



โรคแผลอักเสบ โดยปกติแล้วแผลอักเสบมักจะเป็นที่บริเวณใต้เกล็ดปลาโดยสังเกตได้จากมีจะมีรอยจ้ำเลือดแดงๆ หรือมีสีน้ำตาลคล้ำ (ลักษณะคล้าย “ช้ำใน”) อาการส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อในซอกเกล็ดปลา นอกจากนี้ยังมาจากการทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างเพื่อนร่วมตู้ หรืออาหารไม่ย่อย... เศษกรีกุ้งตำอยู่ใต้ท้องฝังรอยแผลไว้ให้ การรักษาส่วนใหญ่จำเป็นต้องวางยาปลาขึ้นมาเพื่อทำการถอดเกล็ดออกแล้วใช้ยาเหลืองทาที่รอยแผลนั้นซึ่งอาจมองดูแล้วน่ากลัว... มีเลือดไหลมากหรือมีเมือกช้ำสะสมอยู่ด้านใน



กรณีศึกษาเมื่อปลาหน้าบวม (จากแผลอักเสบ)

ที่บ้านผมมีมังกรทองมาเลย์ฝากเลี้ยงตัวหนึ่ง เป็นปลาที่มาจากฟาร์ม Xian Leng ประเทศมาเลเซีย ขนาดตอนที่อยู่ในภาพก็คร่าวๆ ได้ 10 นิ้ว สภาพแวดล้อมทั่วไปก็อยู่ในตู้ขนาดยาว 36 กว้าง 24 และ สูง 20 นิ้ว ระบบกรองใช้ "กรองถาด" ซึ่งภายในถาดนั้นมีวัสดุกรองเป็น ปะการัง (ชั้นล่างสุด) ขึ้นมาเป็นหินแม่น้ำขนาดกลาง และชั้นบนสุดเป็นหินแม่น้ำขนาดใหญ่ (อัตราการเปลี่ยน้ำอยู่ที่สัปดาห์ละครั้งๆ ละ 1/4 ของตู้) ตู้ที่ว่าสูง 20 นิ้วนั้น เติมน้ำจริงก็เพียงแค่ 16-17 นิ้วเท่านั้น หลอดไฟติดไว้ 2 หลอด แต่เปิดจริงเพียงหลอดเดียวเท่านั้น เพื่อนร่วมตู้มีแค่ปลานกแก้วขนาดเล็กๆ ตัวเดียว... อาหารที่ให้ประจำวัน เห็นจะไม่พ้น "กุ้งฝอยแช่แข็ง" หลังๆ ให้แต่แบบนี้ เพราะไม่อยากจะฆ่าตัดชีวิตแล้ว อะไรที่เลี่ยงได้ ก็พยายาม

เอาล่ะครับ รวมๆ แล้วดูเหมือนจะไม่มีอะไรเลย ช่างเป็นตู้ที่ทำท่าว่าจะเป็น "ตู้แสนสุข" ตู้หนึ่งเลยจริงไหมครับ ? ตู้ไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป เนื้อที่กำลังดี หลอดไฟเหมาะสม ถาดกรองใหญ่เพียงพอในการบำบัดน้ำ เพื่อนก็มี แถมอยู่ด้วยกันได้ดี แบบนี้มังกรไม่เหงาแน่... ผมเลี้ยงเจ้านี่ด้วยดีมาโดยตลอด จนมาช่วงเช้าวันหนึ่ง ผมได้ให้อาหารปลาตามปกติทุกๆ ตู้ แน่ล่ะ ช่วงเวลาของการกินมันเป็นอะไรที่วิเศษที่สุด ได้ดูปลากินข้าวอย่างความสุข ไม่ว่าจะตู้ใหญ่หรือตู้เล็ก รวมถึงตู้ของเจ้าทองมาเลย์ตัวนี้ด้วยก็เช่นกัน

ตอนนั้นผมจำได้ดีว่า ตัวปลาไม่มีอะไรผิดสังเกต มันยังคงกินดีเป็นปกติอยู่ เมื่อให้อาหารเสร็จแล้ว ผมก็กลับไปทำกิจกรรมของผมต่อ ล้างอุปกรณ์ ทำนั่นทำนี่ ก่อนตักข้าวเช้ามานั่งทาน แล้วก็มองดูปลาอย่างมีความสุขไปด้วย ตอนนั้นเอง สายตาผมเหลือบไปเห็นเจ้านี่... อ๊ะ~~!! นั่นอะไร ? ภาพที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้าก็คือ อยู่ๆ แก้มของมันก็บวมช้ำขึ้นมา บวมแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน บรรยายไม่ถูกคงต้องดูภาพประกอบนะครับ ขนาดผมเลี้ยงปลามังกรมาเกือบ 10 ปี ยอมรับครับว่าไม่เคยเจอแบบนี้ ? แล้วอยู่ๆ ก็เป็น เมื่อตอนให้อาหารยังไม่เห็นเลย ไม่สิ เราไม่ได้มองข้าม แต่มันยังไม่เกิดขึ้นจริงๆ



ผมไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น ? แต่สิ่งที่พอจะเดาออกได้ก็คือ ตอนนี้แก้มที่บวมอยู่ ข้างในต้องมีของเหลวอยู่จำนวนหนึ่ง แต่สิ่งนั้นก็น่าจะไม่พ้น "เลือดคั่ง" ครับ เพราะภายในแก้มที่บวมออกมา เมื่อส่องกับจากหลอดไฟภายในตู้ ผมสังเกตเห็นสีแดงเรื่อๆ ภายในนั้น ตอนนี้สาเหตุ... ผมไม่ทราบ แต่ถ้าถามว่าเกิดจากอะไร ? สิ่งที่พอจะคาดเดาได้ก็น่าจะเป็น "กระโดดชน" อะไรไรซักอย่างๆ รุนแรง เป็นผลให้แก้มช้ำ และเลือดไหลคั่งอย่างที่เห็น (ตาโบ๋วเลย... น่ากลัวมากๆ)

ถามใครก็ไม่มีใครให้คำตอบได้ ? ขนาดเราที่คลุกคลีกับมันมานานก็ยังไม่เคยเจอ เอาวะ ลองแก้ไขดูเองก็แล้วกัน => ขั้นแรก รอดูอาการก่อน 1-2 วัน สังเกตดูผ่านช่วงระยะเวลานั้นไปแล้ว ก็ยังไม่ดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้บวมมากขึ้น ยังคงรักษาความสมดุลย์นั้นไว้ได้เหมือนเดิม (สยดสยองยังไง ก็ยังงั้นไม่เปลี่ยนแปลง) ในระหว่างนั้น ผมใช้ยาแก้อักเสบของ Bencard ในอัตราส่วน 1 เม็ดต่อน้ำ 50 ลิตร ติดต่อกัน แต่ไม่ได้เปลี่ยนน้ำ แน่นอนลองดูแล้วก็ไม่ได้ดีขึ้น ในตอนนั้นผมมีทางออกอื่นในใจแล้ว แต่ยังกล้าๆ กลัวๆ ที่จะทำ พอดีตอนนั้นเพื่อนร่วมวงการมาเที่ยวที่บ้าน ผมเลยให้ดู เขาไม่มี Comment อะไร ? แต่ผมถามว่า

"คุณรู้มั้ยว่าเจ้านี่เป็นอะไร ?"
"ไม่รู้เหมือนกัน แบบนี้ไม่เคยเจอ"
"แก้มมันบวม ผมก็ไม่แน่ใจว่าเกิดจากไหน ? แต่ที่แน่ๆ ผมเห็นเลือดมันคั่งอยู่"
"อืม แล้วไง"
"ผมลองใช้ยาแก้อักเสบรักษาแล้ว 2 วัน"
"ผลล่ะ"
"ไม่รู้ว่าดีไหม ? มันไม่เป็นมากขึ้น แต่ก็ไม่เห็นว่าดีขึ้นเช่นกัน"
"แล้ว... เอาไง ปรึกษาหมอไหม ?"
"ผมมีวิธีหนึง คุณว่าไง ?"
"อะไรหว่า ?"
"คุณหาซื้อเข็มได้ใช่ไหม ?"
"หา !! พูดดีๆ ผมไม่ได้เล่นยา"
"เอ่อ... เข้าใจผิดแล้ว ผมหมายถึงว่าตอนที่คุณเลี้ยงปลาหมอสี ก็เห็นใช้ป้อนยาบ่อยๆ"
"อืม นั่นก็ใช่... แล้วไง ?"
"ผมว่าจะให้คุณช่วยซื้อมาให้ผมซัก 2 อัน ผมจะลองใช้ดู"
"จะฉีดยาเข้าไปหรือ ?"
"เปล่า แต่จะดูดออก..."
"................. ลองดูก็แล้วกัน"

วันถัดมา เพื่อนผมก็มาพร้อมกับเตรียม "เข็มฉีดยา" มาให้ผมได้ เป็นขนาดที่กำลังดี จับถนัดมือ ในระหว่างที่ผมให้ยา ผมงดออาหารไว้แล้ว 2-3 วัน ดังนั้นถ้าคืนนี้ผมจะวางยาสลบเพื่อจับมันขึ้นมาดูดเลือดที่คั่งในแก้มออก ก็น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสม โชคดีที่ผมได้เพชรมาเป็นผู้ช่วยที่รู้ใจอีกครั้ง งานนี้จึงดูทำท่าจะไม่อยากอย่างที่ควรจะเป็น... เรารอเวลาจนถึงเย็นครับ ให้เงียบสงบ ไม่มีคนพลุกพล่าน จากนั้นผมก็เริ่มทำงานด้วยขั้นตอนดังนี้...

1. เตรียมอุปกรณ์ที่ต้องใช้ให้เรียบร้อย => ถุงย้ายปลา ยาสลบ เข็ม ออกซิเจน น้ำยาฆ่าเชื้อโรค ยาแก้อักเสบ

2. ลดน้ำลง ให้อยู่ในระดับที่จับต้อนได้

3. เมื่อลดเสร็จแล้วก็ทำการจับต้อนเข้าถุง

4. วางยาสลบ จะทำการนี้จำต้องวางมากหน่อย

5. เมื่อปลาสลบแล้วผมจึงค่อยใช้เข็มดูดเลือดออก...ถูกต้องแล้วล่ะครับ มันเป็น "เลือดคั่ง" จริงๆ ผมเห็นของเหลวสีแดง ฉานอย่างชัดเจน ดูดอยู่ประมาณ 2-3 ครั้ง ให้มั่นใจว่าหมด แล้วจึงถอดเข็มออกจากแก้ม

6. เอาเข็มนั้นดูดยาแก้อักเสบ (Bencard ที่ผสมน้ำอย่างเข้มข้นไว้แล้ว) ขึ้นมาแล้วฉีดกลับไปที่กระพุ้งแก้มของตัวปลาอีกครั้ง

7. ผมไม่ได้ฉีดเข้ามา แต่เพียงบางส่วนเท่านั้น เมื่อมั่นใจว่าปริมาณยาถึงตรงตามที่คาดไว้ ก็เข้าสู่ขั้นตอนทำให้ฟื้น

ไม่นานนักเจ้าทองมาเลย์ตัวนี้ก็ฟื้นขึ้นมาว่ายน้ำได้ตามปกติครับ... แต่เรายังวางใจอะไรไม่ได้ ก็ต้องคอยดูอาการต่อไป ในระหว่างนั้นผมก็ให้ยาแก้อักเสบในปริมาณเดิมตามปกติ ภายในช่วงเวลาเพียงไม่ถึง 2 วัน แก้มก็ยุบแล้วก็หายดีเป็นปกติ นั่นหมายถึงแนวทางการรักษาแก้ไขนี้ เราทำได้ถูกทาง (แต่อาจจะไม่ถูกต้องทีเดียวนัก) ซึ่งอย่างน้อยที่สุด ก็ทำให้ปลาของเรากลับมาหายดี ว่ายน้ำสวย และกินเก่ง กินจุ ได้เหมือนเดิม... แม้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ แต่ก็ให้ถือเป็นกรณีศึกษาไว้นะครับ smile.gif



เพิ่มเติมเรื่อง "เบ้าตาอักเสบ" อ่านได้ที่นี่ครับ

http://www.aro4u.com/forums/index.php?showtopic=6893

User is offlineProfile CardPM
Go to the top of the page
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic
มี 2 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (ผู้มาเยือน 2 คน และ 0 อุ๊บอิ๊บ)
สมาชิก 0 คน คือ

 



www.aro4u.com Copyright by Nanconnection & Website Design by Sp33dZ เวลาขณะนี้: 13th December 2017 - 03:22 AM